แผนที่เที่ยวทั้ง 15 วัน อินเจแปน ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อจบทริปแล้ว
|

ถามว่าแต่ละเมืองในฮอกไกโดนั้นมีอะไรน่าเที่ยว หรือเขาไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง ขอลิสต์คร่าวๆตามนี้ครับ
1.ซัปโปโร - พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร, สวนโอโดริ, หอคอยทีวีซัปโปโร, ศาลาว่าการเก่าฮอกไกโด, หอนาฬิกาซัปโปโร, จุดชมวิวมุมสูงเขาโมอิวะ, ถนนช็อปปิ้งทานุกิโคจิ, ย่านกินดื่มซูซูกิโนะ
2.โอตารุ - พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี, ถนนสายช็อปปิ้ง Sakaimachi, จุดชมวิวคลองโอตารุ และที่ขาดไม่ได้ในทริปนี้ คิโรโระสกีรีสอร์ท
3.โนโบริเบตสึ - หุบเขานรก Jigokudani (Hell Valley)
4.ฮาโกดาเตะ - ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ, สวน Motomachi, อาคารการท่องเที่ยว Hakodate, Old Hakodate Public Hall, Roman Catholic Church, Hakodate Russian Orthodox Church, จุดชมวิว 2 อ่าวบนเขาฮาโกดาเตะ, หอคอยโกเรียวคาคุ (Goryukaku Tower) ป้อมปราการดาว 5 แฉก, สวนพฤษศาสตร์เขตร้อนฮาโกดาเตะ(ลิงออนเซ็น)
ฮอกไกโดเหนือ
5.อะซาฮิกาวะ - ชมเพนกวินพาเหรดและสัตว์หน้าหนาวอื่นๆ ณ สวนสัตว์อะซาฮิยามะ
6.อะบาชิริ - ชม Drift Ice เรือตัดน้ำแข็ง(ตอนไปยังไม่ถึงช่วงเวลา), พิพิธภัณฑ์นักโทษอะบาชิริ, สถานีคีตะฮามะ(สถานีที่มีนามบัตรและการ์ดอื่นๆจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก), ทะเลสาบ Tofutsu ที่มีหงส์
7.คูชิโระ - ชมนกกระเรียนที่เกือบจะสูญพันธุ์ ณ หมู่บ้านซึรูมิได(Tsurumidai), สะพาน Nusamai
เลือกประเภทการเดินทาง
พอได้สถานที่ท่องเที่ยวคร่าวๆที่ฮอกไกโดตามนี้แล้ว ก็มาจัดลงตามวันต่างๆ รวมแล้วอยู่ในฮอกไกโด 10 วันด้วยกัน เนื่องจากช่วงที่ไปฮอกไกโดนั้นมีหิมะตก และคงหนาวสุดๆแน่ๆ ส่วนตัวไปแต่สถานที่ที่มีหิมะตกไปแล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ หรือลาดักห์ ไม่เคยเจอที่กำลังตกซึ่งไม่อยากเสี่ยงกับสภาพแวดล้อมที่เราไม่คุ้นเคย ผมเลยตั้งใจที่จะบินไปลงที่นาริตะ โตเกียวก่อน เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายหรือเรียกว่าปรับสภาพร่างกายก่อนที่จะไปเจออากาศหนาวจริงๆที่ฮอกไกโด โดยพักค้างคืนที่โตเกียว 2 คืนด้วยกัน ก่อนที่ในวันรุ่งขึ้นตอนเช้ามืดจะนั่งชินคันเซ็นสาย Tokyo - Hokkaido ไปลงฮาโกดาเตะต่อไป ส่วนขากลับจากฮอกไกโด นั่งคิดตั้งนานว่าจะกลับเส้นทางไหนดี ตอนแรกกะจะกลับโดยเครื่องบินจากสนามบิน New Shitose ซัปโปโรมาไทยเลย แต่ดูตั๋วแล้วแพงน่าดูเพราะเป็นช่วงเวลาหลังปีใหม่ไม่นาน เลยเปลี่ยนแผนหาตั๋วจากซัปโปโรมาลงโตเกียวก่อน อ้าว....ยังแพงอีก เลยคิดอีกที แล้วทำไมไม่นั่งชินคันเซ็นแบบเดิมมาลงหล่ะเนี่ย?? งงตัวเองจริงๆ
เป็นอันว่า ทั้งไปและกลับ โตเกียว-ฮอกไกโด นั่งชินคันเซ็นทั้ง 2 ขา คราวนี้เลยต้องหาตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-นาริตะ ให้ราคาถูกที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่า ขาไปจะไปก่อนวันคริสต์มาส เพราะอยากอยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ญี่ปุ่น ส่วนขากลับต้องให้วันกลับครอบคลุมวันที่อยู่ในโตเกียวขาไป+วันที่อยู่ในฮอกไกโด 10 วัน+วันที่กลับมาอยู่ในโตเกียวก่อนบินกลับ และไม่เกิน 15+1 วันในการมาอยู่ในญี่ปุ่นด้วย!
เว็บช่วยในการหาตั๋วที่ถูกที่สุด
การหาตั๋วเครื่องบินของผมนั้น ผมใช้บริการ Sky Scanner ซึ่งเราแค่กำหนดเมืองขาไปและเมืองขากลับ ตัวเว็บก็จะหาเส้นทางที่เราพิจารณาเป็นพิเศษ เช่น เส้นทางที่ถูกที่สุด หรือเส้นทางที่เร็วที่สุด ก็แล้วแต่จะเลือกใช้ ผมใช้ถูกที่สุด ปรากฎว่า วันเดินทางไปและกลับไปตกเอาวันที่ 24 ธค. 60 โดยสายการบินแอร์เอเชียเอ๊กซ์ รอบ 10.45 น. ส่วนขากลับเป็นวันที่ 7 มค. 61(รวมแล้ว 15 วัน เกือบครบโควต้า 15+1 วัน แค่วันเดียว)โดย 2 สายการบินคือ Jetstar Japan และ Peach คือต้องแวะทรานสิทไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งระหว่างโอกินาว่า หรือ ไต้หวัน เลือกโอกินาว่าอย่างไม่ต้องลังเลเพราะจะได้เที่ยวอีกครึ่งวันด้วย เพราะเวลาดี ขาออกจากโอกินาว่าห่างจากขามาถึง 10 ชั่วโมงด้วยกัน ได้มีเวลาเที่ยวอีกสถานที่หนึ่งต่างออกไปจากญี่ปุ่นเดิมๆ!
แผนเที่ยวคร่าวๆในโตเกียวและโอกินาว่า
- ช่วงวันไปถึงญี่ปุ่นก่อนจะไปฮอกไกโดผมจะมีเวลา 2 คืนกับ 1 วันเต็มๆที่โตเกียว ซึ่งเป็นวันคริสมาสต์พอดี แพลนว่าจะไปมหาวิทยาลัยของน้องที่รู้จักกันโดยน้องเขาจบจาก Tokyo University of Agriculture and Technology จะไปถ่ายรูปมหาวิทยาลัยให้เขาหายคิดถึงพร้อมกับวิดีโอคอลให้น้องเขาเห็นสถานที่จริงๆตอนนั้นเลย เพราะอยู่ในโตเกียวไปทางตะวันตกไม่ไกลมากนักนั่งรถไฟชิลล์ๆ 41 นาที แล้วค่อยกลับมาซื้อของฝากให้น้องอีกคนที่ Gallery Marusan อยู่ที่อูเอโนะพอดี
- ช่วงวันหลังจากจบจากฮอกไกโดผมจะมีเวลา 2 วันครึ่งที่โตเกียว ก็จะไปเก็บภาพมุมมหาชนที่ Chureito Pagoda ที่มีแบ็คกราวน์เป็นภูเขาไฟฟูจิ พร้อมกับมาซ่อมบางสถานที่รอบๆทะเลสาบคาวากูจิโกะ และหารองเท้าและของฝากให้เพื่อนๆที่ฝากมา
- วันสุดท้ายก่อนบินกลับไทย จะไปลงที่โอกินาว่ามีเวลา 6 ชั่วโมงด้วยกันก็จะนั่งรถไฟโมโนเรลไปเที่ยวปราสาทชูริ มรดกโลก ของญี่ปุ่นครับ พร้อมกับเดินเล่นที่ถนนนานาชาติ(Kokusai dori) แพลนโดยรวมทั้ง 15 วันก็จะประมาณนี้ครับ
พาสที่ใช้ในทริปนี้
การที่จะเดินทางไปฮอกไกโดจากโตเกียวด้วยรถไฟชินคันเซ็นนั้น โดยเฉพาะทั้งไปและกลับด้วยแล้ว ต้องมี JR Pass ไว้ไม่งั้นค่ารถไฟบานตะไทยมากๆ โดยพาสที่เหมาะสมกับเงื่อนไขนี้แบบราคาถูกสุดและเป็นพาสใหม่ที่ทำมาต้อนรับรถไฟชินคันเซ็นน้องใหม่ล่าสุดสายโตเกียว-ฮอกไกโดนั้นก็คือ (1)JR East-South Hokkaido Rail Pass โดยเป็นพาสที่น่าใช้มากๆ ใช้ได้ 6 วันใน 14 วันนับแต่วันออกพาสจริงที่ญี่ปุ่นโดยไม่จำเป็นต้องต่อกันทั้ง 6 วัน(Flexible 6 Days Pass) ซึ่งเงื่อนไขแบบนี้ทำให้เราสามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวไปฮอกไกโดในวันเริ่มต้น และอาจใช้พาสไปอีกกี่วันก็แล้วแต่ แล้วมีการหยุดใช้พาส วันก็ยังเหลืออยู่ โดยเอามาใช้ในวันหลังๆเพื่อจะเดินทางกลับจากฮอกไกโดมาโตเกียวก็สะดวกสุดๆ ผมเองใช้พาสนี้แบบนี้ครับ แต่พาสนี้ก็สามารถใช้ได้เพียงแค่เมืองซัปโปโรเท่านั้น(โอตารุยังใช้ได้) เหนือเมืองนี้ขึ้นไป เช่น อะซาฮิกาวะ อะบาชิริ คูชิโระ ใช้ไม่ได้แล้วครับ แต่ผมมีแพลนไปตั้ง 3 เมือง แล้วจะทำยังไงดี?? แต่ถึงแม้จะใช้ได้ มันก็ได้ไม่ครบวันที่ผมเที่ยวในฮอกไกโดอยู่ดี ฮ่าๆๆ หักเดินทางไปและกลับ 2 วันก็จะเหลือใช้ได้อีกแค่ 4 วัน ดังนั้น พาสที่ผมจะต้องซื้อมาเพิ่มเติมนั่นคือ (2)JR Hokkaido Rail Pass 3Days โดยสามารถใช้ได้กับรถไฟ JR บนเกาะฮอกไกโดทั้งหมดทุกเมืองในเวลา 3 วันติดกัน ซึ่งมาเติมเต็ม 3 เมืองที่ผมต้องไปนั่นเองครับ ก็เป็นอันว่ามี JR Pass อยู่ 2 ใบ ครอบคลุมจำนวนวัน 9 วันด้วยกันจาก 10 วันที่อยู่ในฮอกไกโด และ 15 วันที่อยู่ในญี่ปุ่น
แนะนำเอเย่นท์จำหน่ายพาส
(1) JR East-South Hokkaido Rail Pass ซื้อพาสนี้เป็นพาสแรก สืบราคาไปมาหลายเจ้า ไปได้ราคาถูกสุดทีี่เจ้านี้ คุยไปคุยมา อ้าว....เจ้าแรกที่เคยซื้อ JR Pass แบบทั่วภูมิภาคตอนไปญี่ปุ่นครังแรกนี่หน่า Accord Travel นั่นเอง ส่ง EMS มาที่บ้านครับ ด้วยราคา ณ วันที่ 13 ธค. 60 7,395 บาท(26,000Y) อ้อ...โทรไปตามเบอร์นะครับ
http://www.japanonsales.com/FareforJRPass.html
https://wismatravel.com/jr-hokkaido
เป็นที่ถกเถียงและมึนงงกันมากๆว่า ถ้าเข้าประเทศญี่ปุ่นแล้ว 15 วันที่อยู่ได้นั้นนับวันกันอย่างไร ในพันทิปเองก็มีกระทู้นึงที่เถียงกันปานจะตีกัน คนนึงก็เถียงในเรื่องไม่เป็นเรื่องในหัวข้อว่า วันที่ 0 เรียกไม่ได้ โน่นนี่นั่น ซึ่งผลลัพธ์มันให้ค่าเท่ากันคุณจะไปเถียงเพื่ออะไร?? กลับมาเรื่องการนับวันจริงๆครับ เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่เคยมีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัวเลยเพราะไม่เคยไปต่างประเทศเฉียดๆหรือเกินกำหนดที่เขาให้พำนักในแต่ละประเทศที่เข้าไป พอมาครั้งนี้มีโปรแกรม 14-15 วันด้วยกันมันก็ยิ่งเสียวๆว่าวันที่เรานับนั้นเกินหรือพอดี หรืออย่างไรกันแน่ แต่ผมหาข้อมูลจนแน่ใจก่อนนะครับว่านับวัน 15 วันในญี่ปุ่นนับยังไงก่อนจะจองตั๋วเครื่องบินไปและกลับ เพื่อให้มันแน่ใจและชัวร์จริงๆ เอาหล่ะมาดูรูปตราประทับในพาสปอร์ตเมื่อตอนเข้าประเทศญี่ปุ่นใน 2 ครั้งก่อน และล่าสุดครั้งนี้กันก่อนครับ ว่าเขาให้พำนักในประเทศเขา 15 วันนั้นหมายถึงวันไหนถึงวันไหนกันแน่???
- ครั้งแรก : ซ้ายสุด อยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้นับจากวันที่ 15 พย. 2014 - 30 พย. 2014 (รวม 16 วัน)
- ครั้ง 2 : ตรงกลาง อยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้นับจากวันที่ 9 มค. 2016 - 24 มค. 2016 (รวม 16 วัน)
- ครั้ง 3 : ขวาสุด อยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้นับจากวันที่ 24 ธค. 2017 - 8 มค. 2018 (รวม 16 วัน)
เว็บจองที่นั่งล่วงหน้าของรถไฟ JR
ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นประมาณ 10 กว่าวัน บังเอิญกดไปเรื่อยๆไปเจอเว็บนี้ขึ้นมา โชคดีมากๆ สะดวกขึ้นเยอะเลยและรับประกันว่าเราจะมีที่นั่งได้ 100% แน่ๆก่อนจะเดินทางไปถึงญี่ปุ่นด้วยซ้ำ! เพราะแต่ก่อน ต้องไปถึงที่ญี่ปุ่นก่อน เอา Exchange Order ที่เราได้มาจากในไทย ไปแลกเป็น JR Pass ของจริงก่อน แล้วนำพาสนั้นไปขอให้เจ้าหน้าที่ออกตั๋วจองที่นั่งอีกทีตามขบวนรถไฟที่เราแพลนจะไปนั่ง ซึ่งถ้าไปถึงช่วงเทศกาลเจอแถวยาววและคนเยอะๆ ไปถึงญี่ปุ่นไม่กี่วันก่อนจะจองที่นั่ง เคสแบบนี้มีหวังที่นั่งเต็มก่อน แต่ถ้าใช้เว็บนี้จอง สามารถจองล่วงหน้าได้ถึง 1 เดือนก่อนจะเริ่มเดินทางในขบวนนั้นๆ สะดวกและดีงามมากๆ ส่วนผมจองล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก็ได้ที่นั่งครบทุกขบวน มี 1 ขบวนบางวันที่จะจองเต็มต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางกันให้วุ่นเลยครับ ทำให้ต้องทิ้งทีพักในอะซาฮิกาวะ 1 คืนแบบเสียเงินฟรี เพราะต้องเดินทางในเย็นวันนั้นเลย ไม่พักแล้ว นี่ขนาดจองล่วงหน้าก่อนเดินทางจริง 10 กว่าวันนะเนี่ย! ถ้ารอแบบเก่าไปถึงญี่ปุ่นแล้วค่อยจองมีตายแน่ๆ แผนที่ทำมากระทบได้
ผมยกตัวอย่างจาก login ของผมนะครับ เข้าไปแล้วจะเจอเคสของตัวเอง ถ้าคนใหม่ก็จะมี 0 ก่อน ส่วนผมมี 17 เคสด้วยกัน คือทั้งจองได้และยกเลิกรวมทั้งหมด 17 เคส
เอาเคสแรกคือวันหลังสุดของการเดินทางมาพิจารณากัน
Application Date: คือวันที่กดจองในเว็บ
Seat Charge: กรณีที่จองโดยตัดบัตรเครดิต หรืออะไรที่ไม่ใช่การจองโดยอ้างอิง JR Pass
Reservation No: คือเลขการจอง
Status: คือสถานะการจอง ณ ขณะนั้น เช่น ถ้ากดจองแล้วแต่ยังไม่ถึงวันรับตั๋วจองก็จะขึ้น Confirmed ส่วนตอนนี้ขึ้น Ticket issued OK คือออกตั๋วและรับตั๋วไปแล้วนั่นเอง
Pass Type: ชื่อพาสที่เราเลือกจะใช้ในการจองที่นั่งเที่ยวนั้นๆ
Credit Card: หมายเลข 4 ตัวหลังของบัตรเครดิตที่ใช้อ้างอิงในการจอง
Refund Application: --ไม่รู้--
Refund Charge: กรณีที่ต้องการยกเลิกการจอง จะมีค่ายกเลิก้ท่าไหร่ แล้วแต่
Reservation Details รายละเอียดการจอง
Departure Date วันที่เดินทางของตั๋วจอง
Service / Passengers ขบวนรถ/สถานีออก(เวลา)/สถานีถึง(เวลา)/ผู้โดยสาร
Seating Option ออปชั่นเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นั่ง เช่น ขบวนรถแบบไหน ปกติ หรือ กรีนคาร์/ไม่สูบบุหรี่มั้ย/ติดหน้าต่างหรือทางเดิน/ที่นั่งติดกันไม่พอ แยกกลุ่มได้มั้ย
Station Ticket Window สถานีที่ไปรับตั๋วจองที่นั่ง / Pick up Date: วันไปรับตั๋วจองที่นั่ง
เครือโรงแรม Toyoko-Inn
คือตอนแรกก็กดจองที่พักจาก Booking.com แบบปกติที่เคยทำมานะครับ แต่ลองดูโรงแรม Toyoko-Inn เปรียบเทียบดูในแต่ละสถานที่ที่ไปพัก ปรากฎว่า Toyoko-Inn นั้นราคาไม่ได้แพงอะไรมากเลยเมื่อเทียบกับโรงแรมอิ่นๆ และถ้ายิ่งสมัครสมาชิก(ค่าสมัคร 1500Y)ด้วยแล้ว ราคายิ่งถูกลงไปอีก แถมพัก 10 คืนได้ฟรี 1 คืนซะด้วย คราวนี้เมื่อสมัครสมาชิกราคาต่อคืนถูกกว่าโรงแรมแคปซูลที่จองไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ดีที่กดยกเลิกได้ เลยยกเลิกแคปซูลแล้วไปพัก Toyoko-Inn ที่มีเตียงนุ่มๆนอนสบายๆ ห้องเป็นส่วนตัว และถ้าพักโรงแรมใด 2 คืนขึ้นไป ขอไม่ต้องทำความสะอาดได้ส่วนลดไปอีก 300Y ด้วยนะครับ สรุปแล้ว ผมพักเครือ Toyoko-Inn ในทริปนี้ทั้งสิ้น 7 คืน โดยกดจองโรงแรมทางเน็ตไปก่อนนะครับ แล้วพอไปถึงที่นั่นที่โรงแรมตอนจะเช็คอินให้บอกเขาว่าจะสมัครสมาชิกแล้วจะใช้สิทธิสมาชิกจ่ายค่าห้องเลย ลดไป 5%-20% แค่นี้ก็ได้แล้วครับ โดยเขาจะถ่ายรูปให้ตอนนั้นและรอรับบัตรได้ในวันรุ่งขึ้นหรือตอนกลับมาเข้าห้องในวันนั้นเลยก็แล้วแต่(สำหรับผมไปสมัครสมาชิกตอนเช็คอินที่สาขาฮาโกดาเตะ รับบัตรตอนกลับมาเข้าห้องช่วงบ่าย 4 โมงเย็น)
https://www.toyoko-inn.com/login/register/input/index.html?lcl_id=en
Link สิทธิประโยชน์
https://www.toyoko-inn.com/club/index.html?lcl_id=en
การแต่งกายในหน้าหนาวแบบมีหิมะตก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กังวลใจมากๆสำหรับผม เพราะบอกเลยว่า ไม่เคยมาสถานที่ที่มีหิมะกำลังตกอยู่ในชีวิตเลย อย่างที่บอกไปคือแค่เจอหิมะที่ตกไปเรียบร้อยแล้ว กองสุมแข็งๆอยู่ตรงพื้นตรงเส้นทางเท่านั้น พอจะต้องไปในสถานที่ที่มีหิมะตกแถมบางวันตกหนักซะด้วยสิ เลยกลัวมากๆ แต่ในเมื่อตั้งใจจะไปแล้วก็ต้องเตรียมตัวกันอย่างถึงพริกถึงขิงกันหน่อย หาข้อมูลในเน็ตอยู่นานพร้อมกับทดลองสวมใส่เสื้อผ้าจริงอยู่บ้างในร้านชื่อดังจากญี่ปุ่น จึงเป็นบทสรุปได้ดังนี้
- เสื้อ การไปประเทศที่มีอุณหภูมิติดลบนั้น การสวมใส่เสื้อที่กันหนาวได้จริงๆและสวมจำนวนชั้นที่พอดีก็จะกันหนาวหรือให้ความอบอุ่นกับเราได้จริงๆครับ โดยทั่วไปจะแบ่งตามนี้ครับ
- ชั้นในสุด - เสื้อแขนยาวแบบลองจอนที่แนบเนื้อจริงๆอย่าใส่ไซส์ที่หลวมเกินไปนะครับเพราะมันจะมีช่วงว่างทำให้ลมเข้ามาได้และไม่เกิดการกักเก็บความร้อนของร่างกาย ผมใช้ Heattech Ultrawarm size M ของ Uniqlo ซึ่งมันใช้งานได้ดีจริงๆ รับประกัน 100% ! ผมไปซื้อที่ประเทศดั้งเดิมเลยคือญ๊่ปุ่น ที่โตเกียวครับ มีหลายสาขามากๆ ที่ไม่ซื้อในไทยเพราะเปรียบเทียบราคา 2 ประเทศแล้ว ในไทยแพงกว่าคือ 990 บาท แต่ญี่ปุ่นขายเพียง 1990Y+VAT 8% = 645 บาทเท่านั้น!
- ชั้นที่ 2 - จะเสื้อยืดปกติ หรืออะไรก็แล้วแต่ครับ สามารถใส่ได้ทั้งนั้น หรือไม่ส่แล้วไปใส่ชั้นที่ 3 แทนก็ได้
- ชั้นที่ 3 - เสื้อ Fleece หรือเสื้อสเวทเตอร์ สำหรับผม เสื้อ Fleece size L 2 ตัว สลับกันใส่จาก Uniqlo เช่นเดิม ซื้อที่ไทยก่อนไป เพราะทั้ง 2 ที่ ราคาพอๆกัน อ้อ...ซื้อตอนลดราคาจาก 790 บาทเหลือตัวละ 590 บาท สำหรับสถานที่ที่มีอุณหภูมิประมาณเลขตัวเดียวแบบไม่คิดลบ เช่น โตเกียว สามารถจบที่ชั้นนี้ได้เลย เพราะยังอุ่นสบายๆ
- ชั้นนอกสุด - จำเป็นมากๆที่ต้องมีชั้นนี้สวมด้วย เพราะลำพัง 3 ชั้นที่ว่ามามันยังเอาไม่อยู่ครับ ผมเองลองสวนแค่ 3 ชั้นแล้ว ปรากฎว่าหนาวเอามากๆ ไม่สามารถทำได้กับสถานที่ที่ติดลบอย่างซัปโปโร หรือฮาโกดาเตะ ฉะนั้น ชั้นนี้ควรเป็น โอเว่อร์โค้ท หรือเสื้อแจ็คเก็ตแบบขนเป็ดที่มีคุณสมบัติกักเก็บความร้อนในตัวเราได้สบายๆ ผมเลือกใช้ Down Jacket size L จาก Uniqlo อีกเช่นเดิม ฮ่าๆๆ ในตัวนี่เกือบจะ Uniqlo ทั้งตัว โดยช่วงก่อนไปไม่กี่วัน มีลดราคาพอดีจาก 3990 บาท --> 2400 บาท --> 1990 บาท เช็คราคากับโตเกียวแล้ว ในไทยถูกกว่าครับ เลยจัดไป 1 ตัวแล้วก็คุ้มเอามากๆๆๆๆๆ เอาอยู่ทั้งทริปโดยเฉพาะในฮอกไกโดเลยครับ ของเขาแน่จริงๆ แถมด้วยราคาไม่แพง
- กางเกง
- ชั้นในสุด - กางเกงลองจอนแนบเนื้อ จะค่ายไหนก็ไม่ว่ากัน สำหรับผม Heattech Ultrawarm size L กันหนาวขาได้เหมือนเดินในสถานที่อุณภูมิปกติเลยครับ แน่นอนว่าไปซ์้อที่ญี่ปุ่นเช่นเดียวกับเสื้อ Heattech ราคาเท่ากันเลย
- ชั้นนอกสุด - Blocktech Extra Warm Pant หรือจะเป็นกางเกงยีนปกติก็ได้ครับ แต่ต้องดูด้วยว่ารูพรุนในยีนส์มันมีเยอะมั้ย เห็นว่าผ้ายีนส์หนาๆใช่ว่าจะกันหนาวได้ดีนะครับ ลมเข้านี่เย็นยะเยือกกันเลยทีเดียว โดยประสบมากับตัว วันที่อยู่ในอะบาชิริ วันนั้นหิมะตกพอควรผมเปลี่ยนมาใส่กางเกงยีนส์บ้าง เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์นักโทษอะบาชิริ ผลปรากฎว่าเย็นๆ หนาวๆขาครับ ซึ่งไม่เกิดขึ้นเมื่อตอนใส่ Blocktech ของ Uniqlo เลย พอกลับมาจากพิพิธภัณฑ์เลยรีบเปลี่ยนกลับมาเป็น Blocktech อย่างเดิม เกือบไปแล้ว ผมซื้อในไทยก่อนไปด้วยราคาลดจาก 990 บาท เหลือ 690 บาท บล็อคลมเย็นได้จริงๆครับ
- ถุงเท้า อันนี้กังวลใจนิดนึงเพราะเคยไปเมืองหนาวแล้วตอนนอนมันหนาวเท้ามากๆ ต้องตื่นมาใส่ถุงเท้าเพราะทนหนาวไม่ไหว เลยกลัว ซื้อถุงเท้า Heattech 2 คู่ + ถุงเท้าปกติอีก 4 คู่ จาก Uniqlo เช่นเดิม ผมคือไม่ได้รู้สึกหนาวเท้าแล้วครับ เฉยๆ แต่ระหว่าง Heattech กับแบบปกติก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยครับ เหมือนๆกัน เอาไปตัดสินใจกันเอง
- ถุงมือ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับเมืองหนาวที่ต้องมีไว้สวมใส่เสมอ แม้อากาศจะอยู่เลขตัวเดียวไม่ถึงกับติดลบก็ต้องใส่เพราะมันจะเย็นมือเอามากๆ ไม่ต้องพูดถึงอุณหภูมิติดลบเลย ตอนไปเอาไป 1 คู่ของคนอื่น สุดท้ายดันไปลืมไว้ที่ช่องเก็บของหน้าเบาะรถที่กลับจากคิโรโระรีสอร์ท ลงมาแล้วจะขึ้นรถไฟกลับซัปโปโรถึงนึกขึ้นได้จะใส่ อ้าว....หาไม่เจอแล้ว เลยไปซื้ออันใหม่มา เลือกใช้รุ่นแบบปกติจาก Uniqlo ที่ซัปโปโรครับ แต่บอกเลยรำคาญเวลาจะกดมือถือหรือทำอย่างอื่นเอามากๆ ต้องถอดเข้าถอดออกสลับกัน ทำให้หายง่ายด้วยครับ ฉะนั้นต้องเก็บไว้ดีๆ ถอดเสร็จก็ใส่ในเสื้อนอกไว้ จะได้ไม่หาย
- ผ้าพันคอ อันนี้ใช้ให้อบอุ่นส่วนรอบคอและเป็นแฟชั่นสวยงามไปในตัว เพราะอากาศจะเย็น คออาจไม่ได้รับการปกคลุม แต่ถ้าใครใส่เสื้อที่เป็นแบบคอเต่าแล้ว หรือแจ็คเก็ตมันคลุมมาถึงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ หรืออาจจะใช้ Heattech Neck Warmer ก็ได้ครับ 290 บาท ผมใช้อันนี้แทน แต่ปรากฎว่า ใส่แล้วรำคาญดีแท้ พอสวมแจ็คเก็ตดาวน์และใช้ฮู้ด มันจะหนาๆที่คอเหมือนจะหายใจไม่ออกเอา สุดท้ายไม่ได้ใช้ครับ เยอะเกิน ฮ่าๆๆ
- หมวกคลุมศีรษะ สิ่งนี้ก็จำเป็นเหมือนกัน ไม่มีไม่ได้ ศีรษะจะหนาวมากๆ ผมเอาหมวกไหมพรมที่พี่คนนึงถักมาให้นานแล้ว แต่ยังไม่เคยใช้เลยเพราะไม่ถึงเวลา มาคราวนี้ได้ใช้จริงๆ สลับกับการไปซื้อใหม่อีก 1 อันที่ญี่ปุ่นด้วย เพื่อนๆ สามารถเลือกเอาที่สวยงามตามสบายที่ชอบเลยครับ ผมไปซื้อที่ร้านเซเว่นที่อูเอโนะ 790Y สามารถใช้สวมศีรษะหรือใส่เป็น Neck Warm ก็ได้ครับ ได้ 2 แบบ และเวลาสวมศีรษะสามารถดึงลงมาปิดหูได้อีกด้วยเวลาที่อากาศหนาวเย็นเอามากๆ
- ที่ปิดหู ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็น น่าจะออกแนวแฟชั่นการแต่งกายซะมากกว่า เพราะลำพังหมวกคลุมศีรษะมันดึงมาปิดหูได้หมดครับ หรือถ้าสวมแจ็คเก็ตขนเป็ดใช้ฮู้ดมันก็จะคลุมไปทั้งหมดของศีรษะได้แล้ว เลยไม่ได้หาซื้อใช้
- หน้ากากกันฝุ่นกันลม(Mask) ผมเองชอบใส่แมสค์แบบชาวญี่ปุ่นที่เขาใส่กันทั้งเมืองเพราะมันกันฝุ่นหรือเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อมได้ พร้อมกับไอเย็นๆของอากาศได้อีกด้วย เลยติดใส่แมสค์จนหลายครั้งเวลาไปจ่ายเงินซื้อของ คนหน้าเคาน์เตอร์ชอบคิดว่าผมเป็นคนญ๊่ปุ่นตลอด ฮ่าๆๆ
- รองเท้า ตอนแรกกังวลเหมือนกันเนื่องจากตอนไปสิกขิมครั้งก่อน เดินบนหิมะบนพื้นแล้วลื่นอยู่หลายๆครั้งกับรองเท้าเดิมคู่นี้ เพราะคิดว่าจะใช้คู่เดิมแน่ๆคงไม่ซื้อใหม่แบบรองเท้าลุยหิมะแต่อย่างใด ใช้แค่ไม่กี่วันเอง พอได้ดูคลิปยูทูปจากท่านนึงแล้วก็เลยตั้งใจจะไปซื้อมาใช้กับรองเท้าเราแน่ๆ เป็นแผ่นยางที่ยืดได้สวมไว้ด้านนอกรองเท้าตรงพื้นรองเท้าเดิม มี 2 size เลือกใช้ size L โดยไปเจอที่ร้าน ABC Mart ที่อูเอโนะ แถมซื้อสเปรย์ฉีดรองเท้าเพื่อกันน้ำและหิมะละลายลงรองเท้าด้วย แต่แพงไป มาซื้อในไทยถูกๆดีกว่า ผลใช้งานได้ดีครับ ยึดเกาะหิมะดีมากๆ ไม่ลื่น แต่สุดท้ายดันไปหาย 1 ข้างขาลงจากด้านบน Love Bell ที่ Kiroro Ski Resort ตอนแรกกะจะซื้อใหม่ แต่ก็แอบแพง เลยใช้ต่อด้วย 1 ข้างแบบนี้ดีกว่า ฮ่าๆๆ แต่มันก็จะไม่สมดุลนะครับ ซื้อใหม่ดีที่สุด เพราะดันไปลื่นมือและเข่ายันพื้นที่สวนสัตว์อะซาฮิยามะ ตอนไปดูเพนกวิ้นพาเหรดครับ ตอนเข่ายันพื้นนี่ คิดว่าจะลุกและเดินไม่ได้แล้ว เพราะกระแทกพอควร บวกกับเป็น AS ด้วย กระดูกกระเดี้ยวไม่ 100% แว้ววว แต่สุดท้ายก็พอยันขึ้นมาได้ เฮ้อ....มีเถอะครับ ชุดเกาะพื้นหิมะและกับการลื่นเวลาเดินบนพื้นหิมะ มันคุ้มเอามากๆ
- ซิมการ์ด Sim2Fly เลือกซื้อครั้งแรก 8 วัน(399 บาท) และอีกครั้งโดยต่ออายุอีก 8 วัน(299 บาท) รวม 16 วันคลอบคลุมวันในทริปนี้ทั้งหมดครับ
- Power Bank แบบจุเยอะๆ เช่น 20,000 mAh แต่เกิน 30,000 mAh เอาขึ้นเครื่องไม่ได้นะครับ
- อื่นๆ หาอ่านได้จากบทความก่อนๆ เช่น ตอน 0 ของทริปญี่ปุ่นครั้งแรก
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น