แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

ญี่ปุ่น ภาค 2 ตะลุยเดี่ยว เที่ยวโตเกียว ตอน 7 ซาโยนาระโตเกียว มหานครแห่งเอเชียที่ยิ่งใหญ่ แล้วเราจะกลับมาใหม่เป็นครั้งที่ 3


ปล.ได้กลับมาญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 3 จริงๆด้วยครับ ช่วง 24 ธค. 60 - 7 มค.61 ไปฮอกไกโด โตเกียวและโอกินาวะ กดอ่านตอน 0 ณ บัดนาว

ก็มาถึงตอนสุดท้ายของทริปโตเกียวครั้งนี้แล้วครับ วันนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพราะต้องบินกลับกรุงเทพตอนเวลา 09.15 น. ด้วยเที่ยวบิน XJ601 สายการบิน Thai Air AsiaX  ดังนั้น การไปถึงสนามบินก็ต้องเผื่อไว้ล่วงหน้า 3 ชม.ตามกฎทั่วๆไปของสายการบินที่บินไปต่างประเทศ ฉะนั้นผมต้องไปถึงสนามนาริตะประมาณเวลา 6.15 น. หรือไม่ก็ก่อน 7.00 น.เป็นอย่างช้าครับ แต่ผมซื้อตั๋วรถไฟ Keisei Skyliner มาแล้ว แค่ไปเปลี่ยนตั๋วเท่านั้นเอง เรื่องความเร็วจึงหายห่วงครับ ตอนนี้เลยจะเน้นวิธีการเดินทางกลับจากอูเอโนะ โตเกียวไปสนามบินนาริตะอย่างไรให้ถูกวิธีและรวดเร็วไม่ตกเครื่องบินครับ


อย่างที่บอกว่าเครื่องบินสายการบิน Thai Air AsiaX เที่ยวบิน XJ601 ออกเดินทางเวลา 6.15 น. ที่เทอร์มินอล 2 สนามบินนาริตะ ผมจึงใช้ Hyperdia.com ดูเส้นทางที่จะไปสนามบินนาริตะด้วย Keisei Skyliner ว่ามีเที่ยวไหนบ้างถึงจะเร็วที่สุด ได้เส้นทางตามรูปด้านบนครับ(ดู route 1) จากสถานี Iriya ขึ้นรถไฟใต้ดินเวลา 5.48 น. ถึงสถานีอูเอโนะเวลา 5.50 น. แล้วเดินทางไปอีก 8 นาทีก็จะถึงสถานี Keisei Ueno ซึ่งเป็นสถานีรถไฟต้นทางของสาย Keisei Skyliner รถไฟสายนี้จะออกเวลา 5.58 น. ครับ ซึ่งถ้าขึ้นรถไฟที่สถานี Iriya เร็วกว่า 5.48 น. ก็จะยิ่งดีเพราะจะได้มีเวลาเผื่อมากขึ้นกว่าจะไปที่สถานีรถไฟ Keisei Ueno


เวลา 5.11 น.ผมก็เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมแล้วครับ เดินออกมาที่ถนนใหญ่ตอนเช้ามืดแบบนี้ที่โตเกียวหาไม่ได้บ่อยนักครับ อากาศนี่เย็นสุดๆเลย ผมเลยต้องกดกาแฟร้อนกระป๋องมาดื่มไปด้วยครับ


มาถึงสถานี Iriya(H18) แล้วตอนเวลา 5.25 น. เร็วกว่าแผนเดิมซึ่งดีมากๆครับ แล้วรถไฟก็มาพอดีเลย จะได้ไม่เสียเวลา


พอถึงสถานีอูเอโนะแล้วก็เดินหาทางไปสถานี Keisei Ueno จากป้ายคือเดินตรงไปตามทางครับ


เดินตามทางเดินใต้ดินโค้งๆแบบนี้ คนน้อยน่าดูเลย


แล้วก็มีเพื่อนร่วมทางเดินไปด้วย 2 คนครับ เป็นสาวญี่ปุ่น คงจะบินไปไหนสักที่เนอะ


เดินมาถึงทางแยก ไปทางไหนดี ก็เลี้ยวขวาตามป้ายบอกนะครับ


เดินมาไม่นาน ไม่ถึงนาทีก็มีป้ายไปชานชาลา และไปที่เคาน์เตอร์ซื้อตั๋วครับ คือเราต้องไปที่เคาน์เตอร์เพื่อแลก voucher ที่ได้มาเป็นตั๋วจริงก่อนครับ พร้อมกับเลือกขบวนด้วยว่าจะขึ้นขบวนไหน


ก็ไปแลกที่เคาน์เตอร์นี้นะครับ ถ้าเจอเจ้าหน้าที่ 2 คนดังรูปแนะนำไปหาคนด้านขวามือนะครับ คนซ้ายหัวล้านมันกวนทีนมากๆ ตั้งแต่เข้าไปสอบถามแล้วว่าขึ้นที่ไหนยังไง เพราะผมก็งงๆว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่เจ้านี่อารมณ์ยังไงไม่รู้ พอได้ตั๋วจริงเสร็จ ผมก็ถอยหลังมาเพื่อจะถ่ายภาพเคาน์เตอร์อยู่แล้ว ไม่ได้อยากถ่ายตาคนนี้หรอกนะ แกก็ยกมือโบกว่าห้ามถ่าย ตลกนะครับ มาห้ามได้ไง ผมถ่ายไปกี่พันรูปแล้ว ไม่เคยเจอเจ้าหน้าที่ห้ามสักคน บ้าเปล่า???


โอเค เสียอารมณ์มาแล้วต้องปล่อยวาง เดินมาถึงชานชาลา ตอนนี้เวลา 5.41 น.เหลือเวลาอีกเยอะครับ ไม่เร่งดี ไม่งั้นมาช้าจะฉุกละหุกกว่านี้อีก รถไฟออกทางซ้ายมือ ก็คือขบวนที่จอดรอนี่หล่ะครับ เพราะขบวนที่ผมจะขึ้นออกเป็นขบวนแรกของวันครับ


SKYLINER AIRPORT EXPRESS


ตั๋วรถไฟที่ได้มาหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ ออกเวลา 5.58 น. ถึงสนามบินนาริตะ Terminal 2 เวลา 6.39 น. ที่นั่งอยู่ในตู้ที่ 2 เลขที่นั่ง 8D


เดินไปเก็บภาพด้านหน้าหัวรถไฟ Keisei Skyliner


เอาหล่ะ ได้ขึ้นไปบนรถไฟแล้วนะ กระเป๋าเป้ 1 ใบที่นำมา กระเป๋าใบนี้เป็นใบที่ซ์้อมาครั้งแรกก่อนไปเที่ยวบาหลีเมื่อเดือนกค. ปี 48 นะเนี่ย เกือบ 11 ปีแล้วครับ ในมือที่เห็นถุงสีขาวคือถุงใส่แก้วสตาร์บัคส์ครับ


รถไฟมาถึงแล้วครับ บอกก่อนว่ารถไฟจะจอดที่เทอร์มินอล 1 ก่อนนะครับ อย่าเพิ่งลงไปหล่ะ รอลงอีกสถานีนะครับ มีเสียงประกาศภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน


เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปก่อน แล้วปากทางเข้านี้ เลือกเดินตรงไปครับ เพราะไปเทอร์มินอล 2 ด้านซ้ายไปเทอร์มินอล 3


เดินเข้ามาอาคารขาออกแล้วครับ โล่งสบายไม่เบียดเสียด เอ๊ะ...หรือว่ายังเช้าอยู่นะ


ผมมารอที่ทางเข้าฝั่งใต้ ป้ายบอกเที่ยวบิน XJ601 ออกเวลา 9.15 น.ตรงเวลาครับ(แถวที่ 3 จากบนซ้าย) ผมไม่ได้ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์แอร์เอเชียเพราะพิมพ์ Boarding pass มาแล้วตั้งแต่ในไทย


รอไปรอมา ก็เดินไปรอที่ทางเข้าตม.ฝั่งเหนือแทน มีรถอะไรมาโฆษณาด้วย


ดูแผนผังชั้น 3 หน่อยซิ ว่าอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง


พอถึงเวลาเปิดทางเข้าตม.ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้ผมเข้าไปครับ บอกว่าไม่ใช่ Boarding pass แต่ผมก็เถียงแกก็ยังไม่ยอม ผมเลยต้องถอยไปหาเคาน์เตอร์แอร์เอเชียเพื่อเช็คอินอีกครั้ง แย่เลย กลัวตกเครื่องนะเนี่ย เพราะผมต่อแถวเป็นคนที่ 4-5 เลยนะครับ แต่พอมาถึงเคาน์เตอร์แอร์เอเชียรอสัก 5 นาที เขาจะมีแถวว่าไม่มีสัมภาระ หรือ Onlinecheckin มาแล้วแยกเฉพาะ ไม่งั้นแย่เลยครับ เพราะแถวอื่นนี่อย่างยาวเลยครับ หึๆ เกือบไปแล้ว เพื่อนๆระวังด้วยครับ ถึงจะเช็คอินมาก่อน พิมพ์ Boarding pass มาแล้วก็ต้องไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์อีกครั้งครับ


รอคิวก่อนเข้าตรวจสัมภาระ ที่ตรวจคนเข้าเมืองขาออกครับ


แล้วก็ผ่านตม.มาแบบฉลุย ไม่ได้ถามอะไรเลย กลัวก็กลัว อิอิ ทางเดินไปเกทยาวมากๆ ของผมเกท 97 ครับ


นี่ไง...บอร์ดดิ้งพาสของไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ ที่นั่ง 36G


นั่งรอตรงนี้ครับ เกท 97 ณ ตอนนี้คนยังไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะเพิ่งเวลา 8.11 น.เองครับ


ลำนี้แหล่ะ XTRA LONG ที่จะพาผมกลับสู่มาตุภูมิ กรุงเทพ ประเทศไทย


ได้เวลาบอร์ดดิ้งแล้วครับ ที่นั่งส่วนหลัง


เวลาประมาณ 12.09 น. ตามเวลาญี่ปุ่น เริ่มหิวแล้วครับ เลยสั่งบะหมี่ถ้วยมากินรองท้องครับ ราคา 60 บาทจ่ายเป็นเงินไทย


เข้าห้องน้ำเครื่องบินบ้าง


และแล้วก็มาถึงสนามบินดอนเมือง โดยสวัสดิภาพ ณ เวลา 15.11 น.ตอนต่อแถวเข้าตม. จะบอกว่า ช้ามากๆเลย เพราะตม.ให้คนไทยทุกคนใช้แถวที่ต้องใช้ Electronic Passport ซึ่งมันมีอยู่ 2 แถวเท่านั้น และใช้เวลามากพอควรต่อคนด้วยครับ เซ็งเลย ผมว่าการจัดการนี่สำคัญมากๆเลย รอไปเหอะ กว่าจะออกมาได้ 10-15 นาทีเลย แย่มากๆครับ


เอาหนังสือพาสปอร์ตหน้าที่ตม.ญี่ปุ่นประทับตรามาโชว์ครับ ทั้ง 2 ครั้งที่ไปญี่ปุ่น เขาประทับตราและติดสติ๊กเกอร์หน้าเดียวกันเลย ก็เป็นอันว่าจบทริปญี่ปุ่น ภาค 2 ตะลุยเดี่ยว เที่ยวโตเกียว ไปได้แบบสมบูรณ์นะครับในความคิดผมเพราะวางแผนไม่กี่วันจริงๆ ซื้อตั๋วในวันที่ 5 มกราคม 2559 บินวันที่ 9 มกราคม 2559 เพียง 4 วันก่อนการเดินทาง ไม่เคยทำมาก่อนเลยครับ ครั้งนี้ครั้งแรกจริงๆ ส่วนใครมีคำถามอะไรถามมาได้ครับ ตอบได้จะตอบให้ครับ สวัสดีครับ...

สรุปค่าใช้จ่าย
1.ค่าตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชีย ไป-กลับ ดอนเมือง-นาริตะ + ค่าธรรมเนียมตัดเงิน SCB @5 มค. 59 = 13445+40 = 13,485 บาท
2. -แลกเงินเยนครั้ง 1 26,000 เยน x 0.3055 = 7,943 บาท
    -แลกเงินเยนครั้ง 2 16,000 เยน x 0.3065 = 4,904 บาท
3.ค่าซิมการ์ด DOCOMO ญี่ปุ่น 7 วัน @8 มค. 59 = 800 บาท
4.ค่าแท็กซี่ (ค่าทางด่วน+ค่าโดยสารแท็กซี่+ค่าเรียก1681) @9 มค. 59 = 50+313+20 = 383 บาท
5.ค่าอาหารเช้าร้านเชสเตอร์กริลล์ สนามบินดอนเมือง = 139 บาท
6.ซื้อน้ำเปล่าบนเครื่องแอร์เอเชียเอกซ์ ขาไปนาริตะ = 40 บาท
7.ซื้อบะหมี่คัพบนเครื่องแอร์เอเชียเอกซ์ ขากลับไทย = 60 บาท
8.แลกเงินเยนคืน 9,000 เยน = 2,642 บาท @30 มค. 59
   -แลกเงินเยนคืน(ใบละ 5 พันเยน) 5,000x0.294=1,470 บาท
   -แลกเงินเยนคืน(ใบละ 1 พันเยน) 4,000x0.293=1,172 บาท
**ใช้เงินเยนไปจริงๆ = 42,000 - 9124 = 32,876 เยน หรือ 10,043.618 บาท (Rate 1 เยน = 0.3055)
รวมทั้งหมด 25,112 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ญี่ปุ่น ภาค 2 ตะลุยเดี่ยว เที่ยวโตเกียว ตอน 6.4 เก็บตกโตเกียวย่าน "กินซ่า (Ginza)" แหล่งแฟชั่นสุดหรูใจกลางโตเกียว ย่านสุดท้ายก่อนเตรียมตัวกลับไทยในวันรุ่งขึ้น


มาต่อกันที่ตอนย่อยสุดท้ายของวันที่ 6 จะพาไปเก็บตกโตเกียวย่านกินซ่า (Ginza)" แหล่งที่มีแฟชั่นสุดหรูหราราคาแพงๆใจกลางกรุงโตเกียวกันเลยทีเดียว ย่านนี้มีร้านขายเสื้อผ้าและของแบรนด์เนมเยอะมาก  เมื่อเดินเข้ามาย่านนี้เรียกได้ว่าแตกต่างจากย่านอื่นๆอย่างมากมาย ทั้งการตกแต่งอาคารและสิ่งรอบข้าง แถมยังมีของกินดื่มของชาวญี่ปุ่นอีกด้วยครับ มาย่านนี้ของผมแค่มาเดินเอาบรรยากาศเท่านั้นครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า มาที่โตเกียวแล้วไม่แวะย่านกินซ่า จะหาว่ามาไม่ถึงหรือเปล่า ตอนนี้จึงเป็นการแวะย่านนี้และชะโงกทัวร์เท่านั้น 555 และเสร็จจากกินซ่าก็กลับที่พักแวะหาข้าวหน้าปลาไหลย่างทานอีกครั้ัง(ครั้งก่อนไม่สะใจเพราะทานลำบากในที่พัก ต้องออกมาทานข้างนอกระเบียง หนาวก็หนาว) ครั้งนี้เลยไม่พลาดหาร้านนั่งทานครับ


จากสถานีรถไฟใต้ดินอะกิฮะบาระ(H15) จากตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟสาย Hibiya line ไปลงสถานีกินซ่า(H08) ซึ่งใช้เวลา 12 นาทีด้วยกัน ค่ารถไฟ 170 เยนครับ ครั้งนี้ต้องจ่ายด้วยบัตร PASMO จ้า


โผล่มาจากใต้ดินก็เดินขึ้นมา แล้วเลี้ยวตรงซอยทางซ้ายมือของย่านกินซ่าเลย ดูการตกแต่งเสาไฟแล้ว บ่งบอกถึงย่านของคนรวยจริงๆครับ หรูหรามากๆ


เดินไปเดินมา มาเจอร้านนี้ครับ มีโชว์ชุดนักรบสมัยโบราณของญี่ปุ่นดูหายากมากๆ ไม่รู้ว่าโชว์อย่างเดียวหรือขายด้วย


แถวตรอกนี้(Suzuran Street) ขายเสื้อผ้าเยอะแยะหลายร้าน น่าจะแพงเอาเรื่องนะครับ ได้แต่เดินผ่านเฉยๆ


แล้วผมก็มายืนรอข้ามทางม้าลายที่สี่แยกนี้ครับ ณ จุดนี้เหมือนยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าคนรวยคนมีจะกินของโตเกียวเลยทีเดียว รอเพื่อจะเดินไปไหนนี้ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน 555 เดินมั่วๆเลยครับ


ถนนเส้นนี้ยังคงเป็นถนน Chuo Dori เส้นเดียวกับที่ไปย่านอะกิฮะบาระ แสดงว่าเส้นนี้เป็นเส้นเมนหลักในโตเกียวสายหนึ่งเลยนะเนี่ย


วิวตึกอีกฟากถนนที่เปิดไฟสวยๆ


อ่า...เดินมาถึงร้าน Apple อย่างงงๆ พอมาถึง....อ้าว ร้านอยู่ตรงนี้เหรอ 555 ไม่ได้ตั้งใจมาสักหน่อย ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอ๊ปเปิ้ลซะด้วยสิ


ร้านเสื้อผ้า FENDI ร้านข้าง Apple ตกแต่งร้านสวยดีครับ เปิดไฟแสงสีฟ้าอ่อนๆสบายตา


ห้างดังมัทสึยะกินซ่า(Matsuya Ginza) เปิดไฟสายรุ้งสวยมากครับ เสียดายไม่มีเวลาเข้าไปดูของแบรนด์เนม


อีกมุมในแนวตั้งบ้าง


โรงแรมและร้านอาหาร BVLGARI แต่งไฟได้แปลกตาทำไฟเหมือนงูกำลังลงมาฉกอะไรสักอย่าง กับหลุยส์วิตองที่อยู่ข้างๆ


เก็บรูปห้าง Matsuya Ginza อีกครั้ง แสงรุ้งที่เปิดสวยมากๆครับ ใครเดินผ่านต้องหยุดดูกันหลายคนเลย


ตรงนี้เป็นร้านอามานี่ Armani จากอิตาลี่ ร้านแบรนด์ดังๆทั้งนั้นครับ ได้แต่ยืนดูไม่กล้าเข้าไปชม


ก่อนกลับลงไปสถานีรถไฟใต้ดินกินซ่า ผมแวะไปซื้อกาแฟสดร้อนที่เซเว่นก่อนครับ เอาแบบแก้วใหญ่สุดเลย จะได้คลายหนาวและหายง่วง อิอิ


ตอนยืนต่อจ่ายเงินนี้ ผมชอบมากครับ เขาทำเส้นให้ยืนต่อคิว ชอบการมีระเบียบวินัยของญี่ปุ่นจัง มาเซเว่นครั้งแรกผมเกือบไปแซงคิวคนอื่นเขาแหน่ะ 


กลับมาถึงสถานีอูเอโนะแล้วครับ ในสถานที่สำคัญๆ คนเยอะๆเช่นสถานีรถไฟ เราจะเห็นตู้ AED นี้อยู่ตลอด (Automated External Defibrillator) คือ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ ทำให้คนที่มีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะได้ถูกกระตุกด้วยเครื่องนี้จนกลับมาเต้นที่จังหวะเดิมได้ครับ ผมชอบเรื่องการจัดการแผนฉุกเฉินของญี่ปุ่นมากๆครับ


มาโตเกียววันที่ 6 แล้ว แต่ก็ยังคงหลงในสถานีรถไฟต่อไปไม่สิ้น 555 หาสถานีรถไฟใต้ดินไม่เจอสักที


เลยได้เวลามาถ่ายรูปโครงสร้างแปลกๆอันนี้ที่สะพานลอยชั้นบนเพื่อข้ามไปสถานีรถไฟ JR อุเอโนะ


แล้วก็กลับมาถึงแถวๆสถานีใต้ดินอูเอโนะจนได้ หาร้านสตาร์บัคส์ก่อนครับ เพราะมีเพื่อนร่วมงานฝากซื้อแก้วสตาร์บัคส์มา แก้วที่ซื้อเป็นลายสวยมากครับ มีคำว่าโตเกียว วางอยู่ชั้นที่ 3 ครับ ราคาแก้วละ 1,231 เยน ไม่แพงเลยนะครับ ถูกกว่าแก้วในไทยอีกแถมลายสวยกว่าด้วย


เอาหล่ะ....การเที่ยวทริปนี้ได้จบลงแล้วครับ มีอะไรเยอะแยะเลยจากการมาเที่ยวทริปนี้ บัตร PASMO ใบนี้ต้องคืนแล้วครับ คืนพรุ่งนี้คงไม่ได้ฉุกละหุกเกิน เพราะต้องไปสนามบินแต่เช้ามืดเลย เลยไปคืนตอนนี้ ที่ออฟฟิศในสถานีอูเอโนะนี่หล่ะครับ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ ได้เงินคืน 503 เยน (ค่ามัดจำ 500 เยน+เงินเหลือในบัตร 3 เยน) ตกลงเขาไม่หักเงินอะไรเลยนะครับ ข้อมูลเก่าไม่อัพเดทครับ ณ ตอนนี้คืนบัตร PASMO ได้เงินที่เหลือในบัตรคืนเต็มจำนวนครับ


แล้วก็มาลงที่สถานีอิริยะ เดินไปหน่อยจะเจอกับร้านโยชิโนย่า(Yoshinoya) ที่ผมเคยบอกว่าจะต้องมากินให้ได้ แล้วก็มากินจริงๆ


เมนูที่สั่งนั้น ต้องนี่ครับ ข้าวหน้าปลาไหลย่าง 750 เยน ฟินสุดๆ น้ำชาร้อนแถมฟรีนะครับ


ซูมให้ดูแบบใกล้ๆ หอมและน่ากินจริงๆครับ กัดไปนุ่มและอร่อยมากๆครับ คอนเฟิร์ม!!!


ทานอาหารเสร็จก็เดินกลับที่พัก แวะเก็บรูปรถจักรยานที่ข้างๆทางเข้าโรงแรมครับ วางกันอย่างเยอะเลยจนไม่มีที่วางนะเนี่ย


คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่พักโรงแรมแคปซูลแห่งนี้แล้วครับ ขอบคุณที่ยังมีโรงแรมที่ราคาไม่แพงเหลืออยู่ในโตเกียวนะครับ แต่ครั้งต่อไปถ้ามาที่โตเกียวอีกคงไปพักที่อื่นที่ใกล้ๆกว่านี้ครับ ที่นี่ไกลมากๆ แต่ก็แลกมาด้วยกับราคาที่ถูกลงครับ
เอาหล่ะ...คืนนี้นอนที่โตเกียวคืนสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้ามืดเลยเพื่อเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม ไว้พบกันอีกครั้งพรุ่งนี้เช้า ผมจะบินลัดฟ้ากลับกรุงเทพแล้วครับ