วันนี้เราจะใช้ JR Pass ได้เป็นวันแรก โดยใช้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงหัวจรวดชินคันเซ็น ที่ใครๆมาญี่ปุ่นก็ต้องมาลองขึ้นกันให้ได้ โดยต้องไปขึ้นที่สถานีรถไฟเจอาร์คุรูเมะ ที่อยู่อีกที่คนละสถานีกับที่เรามาลงเมื่อคืนครับ โดยวันนี้เรามีแพลนไปเที่ยวภูเขาไฟอะโสะ Mt. Aso จังหวัดคุมาโมโตะ หลังจากนั้นจะขึ้นรถไฟขบวนอะโสะบอย Aso Boy ขบวนน่ารักๆ กลับมายังตัวเมืองคุมาโมโตะ แล้วนั่งรถรางไปเที่ยวปราสาทคุมาโมโตะกัน ต่อจากนั้นตอนเย็นๆ จะนั่งรถรางไปหาอาหารมื้อเย็นทานที่ Shimotori shopping street ในอีกแค่ 1 สถานีเท่านั้น เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟกลับที่พักที่เมืองคุรูเมะ โปรแกรมวันนี้ก็จะเป็นดังนี้
DAY2 (16 พฤศจิกายน 2557) : Hotel (Kurume) - Mt. Aso - Kumamoto Castle - Shimotori shopping street - Hotel (Kurume)
เช้าวันสดใสย่างกรายเข้ามาแล้ว แสงจากพระอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามา เสียดายโดนตึกที่อยู่ด้านหน้าบังเลยไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ดวงเต็มๆจากหน้าต่างโรงแรมชั้น 10 ในเช้าวันใหม่นี้
ลงมายังล็อบบี้ชั้นล่าง ที่นี่จะมีอาหารเช้ารวมอยู่ด้วยครับ เปิดเวลา 7 โมงตรง คนญี่ปุ่นเข้าแถวยืนรอคิวกันอย่างปกติ ถ้าเป็นคนไทยคงแย่งกันน่าดู
อาหารเช้าง่ายๆครับ มีข้าวปั้นโรยงา สลัดผัก ไส้กรอก อร่อยดีครับ
เราทานเสร็จก็เกือบๆ 7.20 น. เดินออกไปหน้าประตูโรงแรม มีรถแท็กซี่มารอพวกเราแล้ว รถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นประตูหลังจะเปิด-ปิดอัตโนมัติ นะครับ ไม่ต้องไปปิดให้ ด้วยเหตุผลของความปลอดภัยครับ ส่วนประตูหน้าข้างคนขับก็เปิด-ปิดเองตามปกติครับ มาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ได้นั่งรถแทบจะทุกประเภทเลยแฮะ
หน้าจอคนขับจะติดตั้ง GPS ด้วย ผมว่ามีทุกคันนะครับเท่าที่ขึ้นมา บริเวณเมืองนี้ค่าแท็กซี่จะเริ่มต้นที่ราคา 640 เยน ซึ่งในแต่ละเมืองราคาเริ่มต้นจะไม่เท่ากันครับ แล้วมาตามดูกันว่าที่อื่นราคาเท่าไหร่บ้าง
รถแท็กซี่แล่นไม่นาน ประมาณ 10 นาทีก็ถึงสถานี JR Kurume แล้วครับ รวมค่าแท็กซี่ 1,064 เยนครับ ถ้าหารจำนวนคน คือ 4 คน ก็ตกคนละ 266 เยนเท่านั้นเองครับ
อากาศเช้านี้หนาวๆ ขึ้นบันไดเลื่อนมา แหงนมองด้านบนก็จะเจอกับกระจกสีเหมือนกับรูปกบ ไม่ทราบว่าเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของเมืองนี้หรือไม่
ทางเข้าไปยังชานชลารถไฟชินคันเซ็นครับ ถ้ามีบัตร JR Pass แล้วก็เดินไปทางซ้ายมือเลย ชูบัตรให้เจ้าหน้าที่ก็ผ่านไปได้เลย เขาไม่ขอดูอะไรเลยครับ
เนื่องจากไม่เคยขึ้นชินคันเซ็นมาก่อนในชีวิต เลยงงเดินลงไปข้างล่าง แล้วไปถามเจ้าหน้าที่ว่าใช่ขบวนนี้มั้ย ดีที่เจ้าหน้าที่รถไฟเขาบอกกลับมาว่าด้านบนโน่น เลยเดินกลับขึ้นมาแบบงงๆ ไม่ได้สังเกตเล้ยยว่าลักษณะรถไฟความเร็วสูงมันขบวนแบบนี้เหรอ 555 ขำตัวเองครับ
อ่า....เดินขึ้นมาเจอจนได้นะเรา รถไฟที่เราจองที่นั่งมานั้น ออก Track 12 หรือชานชลา/Platform ที่ 12 เวลา 7.51 น. จะถึงสถานีปลายทางคือคุมาโมโตะ เวลา 8.21 น. ด้วยขบวนที่มีชื่อว่า TSUBAME 311 โบกี้ที่ 4 ซึ่งสามารถเช็คจากป้ายด้านบนก็ตรงกันครับ ไม่ผิดแน่
อันนี้คิวชู ชินคันเซ็น 800 ขบวนฝั่งตรงกันข้ามกับที่เราจะไป
นักท่องเที่ยวมือใหม่มาดูตรงนี้กันสักนิดครับ ในตั๋วจองที่นั่งรถไฟเราระบุว่า โบกี้ที่ 4 ซึ่งเราก็ต้องมาเดินหาทางขึ้นรถไฟที่จุดที่เขียนเลข 4 ดังเลขซ้ายมือของภาพนะครับ ซึ่งข้อความใต้ตัวเลขระบุว่า "reserved" ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะเราจองไว้
และลองมาสังเกตที่ป้ายตรงพื้นอีกครั้ง จะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่คือ พื้นสีแดงกับพื้นสีขาว ที่ต่างกันคือตัวเลข 6 กับ 8 ด้านบนครับ ในพื้นสีแดงมีเลข 6 อยู่ด้านบน ส่วนพื้นสีขาวมีเลข 8 อยู่ด้านบน คืออะไรครับ?? เลข 6 กับ 8 ด้านบนคือตัวเลขที่บอกว่าขบวนรถไฟชินคันเซ็นขบวนนั้นมีกี่โบกี้ครับ เลข 6 คือ ขบวนที่เราจะขึ้นมี 6 โบกี้ และตรงจุดที่ยืนรอนี้คือโบกี้ที่ 4 แน่นอน ส่วนสีขาวก็บอกว่าตรงจุดนี้มีรถไฟขบวนที่มี 8 โบกี้จอดเช่นกัน และจุดนี้ก็เป็นจุดที่ขึ้นของโบกี้ 4 เช่นกันครับ ซึ่งถ้าเป็นจุดยืนรอที่จุดอื่น ตัวเลขโบกี้(เลข 4) อาจไม่ตรงกันก็ได้ครับ ควรสังเกตดีๆ
ในญี่ปุ่นเวลาฤดูใบไม้ร่วงเป็นต้นไปจะอากาศเย็น ตามสถานีเลยจะมี waiting room แบบที่เห็นซึ่งภายในจะมีฮีตเตอร์ทำความร้อนครับ เข้าไปก็อุ่นเลย ไม่หนาวแล้ว
มาสังเกตป้ายที่บอกข้อมูลขบวนรถไฟชินคันเซ็นกันอีกครั้งครับ ป้ายจะแสดง 2 ภาษาด้วยกัน คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น สลับกันด้วยระยะห่างกัน 5 วินาทีมั้งครับ อันนี้ผมไม่แน่ใจเพราะไม่ได้จับเวลา
ในรูปนี้คือแสดงภาษาอังกฤษ บอก 2 ขบวนล่าสุดที่จะมา ณ เวลา ขณะนั้น ในที่นี่คือ ขบวนแรกอยู่ด้านบน บอกว่า ขบวน TSUBAME 311 จะมาขบวนแรกใน Track 12 โดยจะออกจากสถานีนี้เวลา 7.51 น. ปลายทางคือเมือง Kumamoto โดยมีโบกี้ที่ไม่ต้องจองที่โบกี้ 1-3 และมีโบกี้ทั้งหมด 6 โบกี้ด้วยกัน(ญี่ปุ่นใช้ภาษาอังกฤษว่า Cars)
ส่วนขบวนที่ 2 อยู่ด้านล่าง บอกว่า ขบวน SAKURA 405 จะมาขบวนต่อไปใน Track 12 โดยจะออกจากสถานีนี้เวลา 8.07 น. ปลายทางคือเมือง Kagoshima-Chuo โดยมีโบกี้ที่ไม่ต้องจองที่โบกี้ 1-3 และมีโบกี้ทั้งหมด 6 โบกี้ด้วยกัน
ส่วนป้ายแสดงภาษาญี่ปุ่นก็จะเป็นดังภาพนี้ครับ ซึ่งถ้าเราเจอป้ายแสดงแบบนี้บ่อยๆ เราจะจำข้อมูลสำคัญได้ครับโดยไม่จำเป็นต้องรอให้แสดงป้ายภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ ลองเปรียบเทียบดูสิครับ ถ้าเวลาตรงกัน จำนวน Cars ตรงกัน แค่นี้ก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งแล้วว่าขบวนรถไฟที่เราจะขึ้นมันถูกต้องครับ โดยจำไว้ว่า ณ สถานีใดสถานีหนึ่ง เวลารถไฟออกมีแค่ขบวนเดียวที่เวลาตรงกันเท่านั้น ไม่มีขบวนที่เวลาออกซ้ำกันเลยครับ!!
รอไม่นานรถไฟชินคันเซ็นขบวนที่เราจะขึ้นก็มาแล้วครับ ตื่นเต้นๆ อิอิ
พอรถไฟจอดสนิท ประตูชานชลาก็เปิดออก ตรงกับโบกี้ 4 ทางซ้ายมือ และโบกี้ 5 ทางขวามือเลย ขึ้นไปเลยครับ โบกี้ 4
พอเดินเข้าไปด้านใน โอ้โห...โอ่โถงสวยงามมากครับ ที่นั่งเป็นไม้คลาสสิคมากๆ
กลับมามองทิศตรงกันข้ามบ้าง จัดเรียงที่นั่งแบบสบายๆ 2-2 ครับ ถ้าโบกี้แบบไม่จอง สงสัย 3-2 หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ขบวนอื่นเป็นแบบนี้จริงๆ
ตอนเช้าๆแบบนี้ ที่นั่งว่างมากครับ เลือกที่นั่งเพื่อถ่ายรูปได้ตามสบายเลย
วิวระหว่างทางครับ ถ้ากล้องมีโหมดนี้ พยายามใช้โหมดแบบชัตเตอร์ต่อเนื่องนะครับ จะได้มาเลือกรูปทีหลังได้เพราะรถไฟแล่นเร็วมากจริงๆ
ไม่ทันไรก็จะถึงสถานีคุมาโมโตะแล้วครับ มีตัวอักษรเลื่อนแสดงอย่างชัดเจน
ตรงนี้คือโบกี้ 5 ก็มีคนจะลงเช่นกัน เอ๊ะ....มันสถานีปลายทางนี่ คนก็ต้องลงหมดนะ
ลงบันไดเลื่อนเพื่อไปต่อรถไฟสายท้องถิ่นกันต่อครับ
ลงมาก็ยังงงๆอยู่ เลยไปถามเจ้าหน้าที่ว่า ขบวน LTD. EXP KYUSHU ODAN TOKKYU 2 ขึ้นที่ชานชลาไหน ก็ได้รับคำตอบว่า 5 นั่นเลยครับ ขบวนสีแดงต้องขึ้นบันไดข้ามฝั่งไป
จริงๆ ขบวนนี้เราจองที่นั่งไม่ได้ แต่จริงๆก็ขึ้นได้ แต่ต้องไปโบกี้ที่เขียนว่า non-reserved ครับ
ลุ้นตลอด 68 นาที
ระหว่างทางมีกังหันลมให้ชมด้วยนะครับ แสดงว่าบริเวณนี้ลมแรงมากถึงจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และต้องชมทางญี่ปุ่นเขาครับว่าเลือกพลังงานสะอาดให้กับประชาชน
มาถึงจุดนี้ รู้สึกว่ารถไฟจะหยุดสักพักแล้วถอยหลังครับ แล้วจากนั้นก็เดินหน้าต่อตามเส้นทางที่บอกในป้ายแต่อ่านไม่ออกครับ
มีสาวญี่ปุ่นนำตัวประทับมาให้ผู้โดยสารแต่ละท่านได้ประทับตรากันครับ
มาถึงตาเราแล้ว ไหนดูซิเป็นตราอะไร??
แอ่นแอ๊น...ตัวหนังสือญี่ปุ่นครับ ไม่ทราบว่าอ่านว่าอะไร มีความหมายอย่างไร
บ้านเรือนก่อนถึง หญ้าเขียวขจีเลยครับ
ถึงแล้วครับ สถานีอะโสะ เวลา 9.32 น. ลงรถไฟกันเถอะ
เดินออกมา ข้างๆสถานีก็มีบ้านของเจ้าหมาคุโระ น่ารักๆเอาใจคุณหนูเด็กๆอย่างสุดๆ
ออกจากสถานีแล้วเลี้ยวขวาเลยครับ จะเป็นที่ขายตั๋วรถบัสขึ้นไปภูเขาไฟอะโสะ Sanko Bus Station
มาถึงคิวเราแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ 1 คนคอยสอดธนบัตรให้เรา ทั้งหมด 4 คนจ้าา ราคาตั๋วคนละ 650 เยน
ซื้อตั๋วเสร็จก็มารอบัส ได้รอบเวลา 9.49 น. คนเยอะครับจนต้องมีรถมา 2 คันด้วยกัน
ได้ขึ้นรถแล้ว
อันนี้เป็นตั๋วครับ(อันบน) ส่วนอันล่างเป็นใบที่ตอนขึ้นรถต้องหยิบมาคนละอัน แต่จริงๆถ้าลงสุดสถานีก็ไม่ต้องหยิบก็ได้ครับ
น้องวัวดำและน้ำตาลระหว่างทาง
มาดูน้องม้าหุ่นท้วมๆกันบ้าง แหม...หุ่นไม่ดีเอาซะเลยเรา
เริ่มเห็นควันออกจากภูเขาไปแล้วครับ
มาถึงตรงนี้เป็นจุดจอดรถเพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์อะโสะ กระจกเริ่มมีหมอกมาเคลือบซะแล้ว ทำให้มองไม่ใสมากนัก
ถึงสถานีปลายทางคือ Mt. Aso ตรงนี้เป็นสถานีกระเช้า(Aso Ropeway Station) ขึ้นไปปากปล่องด้วยครับ
เนื่องด้วย ณ ช่วงเวลาที่ไปนั้น มีควันจากภูเขาไฟอะโสะพ่นออกมามาก ทั้งซัลเฟอร์และก๊าซอื่นๆ เลยไม่เปิดให้ขึ้นกระเช้าไปชมวิวปากปล่องครับ ซึ่งเราก็รับทราบมาก่อนที่จะเดินทางมาแล้วเช่นกัน แต่แค่มาลุ้นอีกครั้ง บันไดนี้เป็นทางขึ้นไปซ์้อตั๋วนั่งกระเช้าครับ
กระเช้าขึ้นไม่ได้ แต่ Aso Super Ring ยังมีขายครับ เป็นคล้ายๆโรงหนังซึ่งจะมีกล้องวงจรปิดที่ปากปล่องภูเขาไฟอะโสะถ่ายแบบ real time มาให้ชมครับ แต่เราไม่สนใจเลยไม่ได้ซื้อเข้าไป
ถ้าขึ้นไปได้ก็จะได้ชมปากปล่องแบบนี้ครับ รูปนี้ถ่ายมาจากภาพที่นำมาแสดงอีกครั้ง น่าเสียดายที่ช่วงนี้พ่นควันที่มีพิษออกมาเยอะไป ไม่งั้นได้ชมแบบใกล้ๆ เหมือนกับที่เคยไปชมที่ภูเขาไฟโบรโม่ อินโดนีเซีย เมื่อปี 2008 แล้วครับ
มาทานไอศครีมชาเขียวแข่งกับอากาศหนาวๆกันดีกว่าครับ สนนราคา 350 เยน
เดินไปด้านนอกอาคารบ้าง เห็นเฮลิคอปเตอร์กำลังบินวนอยู่ สงสัยกำลังสำรวจปริมาณก๊าซที่พ่นออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟนะเนี่ย
มาชมวิวควันที่ออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟอะโสะกันครับ
พ่นออกมาตลอดเลย ปริมาณก็มากด้วย แต่ ณ ตรงนี้ที่ยืนอยู่ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใดครับ ใครกังวลสบายใจได้ :)
วิวแอคชั่นเก๋ๆ โดยมีแบ็คกราวน์เป็นควันภูเขาไฟครับ
ที่เห็นคือสายสลิงและ support ของกระเช้าที่ไปปากปล่องภูเขาไฟอะโสะนั่นเอง เสียดายๆ ไม่ได้ไปดู
แอคท่านางเอกกันหน่อยนะคะ
รถเก๋งแต่งแบบเจ้าหมีคุมาม่อน ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานที่นี่หรือเปล่าน้า เดาว่าน่าจะใช่
บนนี้ก็จะมีศาลเจ้าให้เข้าไปกราบไหว้ด้วยนะครับ
มีทางถนนขึ้นไปด้านบนด้วย แต่รถสงสัยต้องเป็นออฟโรดหน่อยละมั้ง
กลับมาที่อาคารขายของที่ระลึก มีของหลากหลายเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลายเจ้าหมีคุมาโมโตะหรือไม่ก็เจ้าหมาคุโระนะครับ
สักพักก็ต้องนั่งรถบัสกลับลงไปด้านล่างกันแล้ว ตั๋วต้องซื้ออีกครั้งครับ ราคา 650 เยนเท่าเดิม
ระหว่างทาง ใครจะลงก็ได้ครับ ตรงนี้เป็นสถานีพิพิธภัณฑ์ครับ
ส่วนใหญ่จะลงเพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ หรือไม่ก็เดินเล่นถ่ายรูปหรือขี่ม้าครับ เห็นคนตัวเล็กนิดเดียวเอง
วิวแบบนี้เหมือนกับนิวซีแลนด์เลย อ๊ะ...ผมยังไม่เคยไปเลยครับ
ภูมิประเทศแบบนี้แปลกตามากๆ ไม่เคยเจอมาก่อน
เจอฝูงน้องวัวเล็มหญ้าอ่อนอีกแระ อิอิ
แล้วก็มาถึงยังพื้นล่างจนได้ มองย้อนไปด้านบนเห็นทั้งควันจากปล่องภูเขาไผและควันจากพื้นด้านล่าง
แวะถ่ายรูปกับตู้ไปรษณีย์ญี่ปุ่นหน่อยค้าาา ทริปนี้ไม่ได้ส่งโปสการ์ดเลยแฮะ
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น