วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ญี่ปุ่น เมื่อยามใบไม้เปลี่ยนสี ตอน 2.5 นั่งรถราง (Tram) ไปเที่ยวปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) ปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น


หลังจากที่อิ่มเอมไปกับความน่ารักของการตกแต่งตัวการ์ตูนน้องหมาคุโระภายในรถไฟขบวนพิเศษ อะโสะบอย (Aso Boy) กันแล้ว เราก็ค่อยๆเดินแบบไม่เร่งรีบนัก เพราะมาถึงยังสถานีคุมาโมโตะกันแล้ว ซึ่งเราจะออกจากสถานีนี้แล้วนั่งรถแทรม หรือรถรางของเมืองนี้ไปเที่ยวปราสาทคุมาโมโตะ/คุมาโมโต้กันครับ ฉะนั้นในตอนย่อยนี้ จะเป็นการนำท่านสู่การเดินทางจากสถานีรถไฟคุมาโมโตะ(ป้ายหมายเลข 3)แล้วนั่งรถรางไปลงที่ป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle City Hall แล้วเดินไปยังปราสาทคุมาโมโตะกันครับ ซึ่งภายในบริเวณปราสาทจะมีสถานที่ให้เลือกถ่ายรูปเยอะ และมี Honmaru Goten Palace  น่าศึกษาและควรค่าแก่การชมมากๆครับ


ลงจากรถไฟขบวนพิเศษอะโสะบอย เราก็มาหยุดตื่นเต้นกับตู้ขายไอศครีม Glico ตู้นี้ครับ เพราะเคยทานตอนอยู่ในไทยโดยมีร้านค้าแถวบ้านรับมาอีกที ซึ่งเขาบอกว่ารับมาขายน้อยมากๆ กำลังทดลองตลาดเลยจำกัดปริมาณซื้อ 1 คนต่อ 1 อัน ซึ่งพอได้ลองกินก็อร่อยมากๆครับ ทำให้เมื่อมาเจอในประเทศเจ้าของสินค้าจริงๆ เลยตื่นเต้นกันใหญ่ สุดท้ายกดซื้อกันคนละอันอิ่มอร่อยกันไป อิอิ ราคาที่กดแท่งละ 160 เยนครับ ราคาต่ำสุดน่าจะ 130 เยน


ทานไอศครีมหมดก็ค่อยๆเดินออกมาจากสถานีครับ ตอนแรกเดินออกไปนอกอาคารเพื่อจะไปขึ้นรถรางเลย แต่...เอ๊ะ ยังไม่ได้ซื้อบัตร 1 Day Pass รถรางนี่ เลยเดินกลับเข้าอาคารสถานีอีกครั้ง แล้วต้องขอบคุณอาสาสมัครที่ใส่ชุดสีส้มยืนอยู่ด้านหน้าอาคารสถานีครับ เพราะเขาคอยช่วยเหลือและสอบถามนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าต้องการไปไหน, ทำอะไร เห็นถามเรามาเป็นภาษาอังกฤษ เลยได้ทีตอบกลับไปว่า "ผมจะหาซื้อบัตร 1 Day Pass ที่ขึ้นรถรางไม่จำกัด มีขายที่ไหนครับ? " ก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างดี โดยพาเดินไปที่ที่ขายตั๋วตรงเคาน์เตอร์นี้เลยครับ พร้อมบอกกับเจ้าหน้าที่ให้ด้วยเลยว่าจะซื้อบัตร ผมก็บอกไปว่า 4 ใบ ๆ ละ 500 เยน รวมแล้ว 2,000 เยน ตามเครื่องคิดเลขที่โชว์ให้เราดูครับ


ได้บัตรมาแล้วก็เหมือนทุกๆบัตรที่เป็นบัตรผ่านนะครับ คือนำมาขูดเพื่อหาเลขเด็ด...เอ้ย...ไม่ช่ายยย นำมาขูด วัน/เดือน/ปี ที่เราต้องการใช้ ในที่นี้ วันที่ 16 พย. 57 ครับ


ได้พาสมาแล้ว ก่อนจะนั่งรถรางไฟฟ้าไปไหน เรามาทำความรู้จักกับสายรถรางของเมืองคุมาโมโตะกันก่อนครับ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 สาย A(สีแดง) กับ B(สีฟ้า) (คลิกรูปเพื่อดูขนาดขยายใหญ่) โดยถ้าออกจากสถานีรถไฟคุมาโมโตะมา ก็จะเจอกับป้ายหมายเลข 3 Kumamoto Station สายสีแดง โดยถ้าจะไปปราสาทคุมาโมโตะก็จะต้องนั่งไปลงที่ป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle City Hall แล้วลงเดินอีก 15-20 นาที เดินแบบสบายๆ และหลังจากนั้นถ้าต้องการไปเดินหาซื้อของหรืออะไรทานมื้อเย็นก็สามารถนั่งจากป้ายหมายเลข 10 ไปป้ายหมายเลข 11 Torichosuji ซึ่งจะเป็นถนนคนเดินแหล่งร้านอาหารอร่อยๆเยอะแยะเลยครับ ต้องลองกันโดยตามอ่านได้ในตอนย่อยต่อไปครับ

ดูสายกันดีๆเลยนะครับ เพราะผมดูไม่ดีเอง ตอนขากลับซึ่งมันมืดแล้วเลยไม่ได้ดูว่ารถรางเลี้ยวไปทางไหนบ้าง เลยกลายเป็นนั่งผิดกลับสาย B ซวยเลย ไปลงสถานีรถไฟท้องถิ่น Kamikumamoto แบบงงมากๆ ทำไมมันไม่มาลงที่สถานีคุมาโมโตะปกตินะ อันนี้เลยต้องดูดีๆครับ ตอนขึ้นกลับก็ถามคนขับเพื่อความแน่ใจด้วยละกันว่าไปสถานีคุมาโมโตะมั้ย เอาแผนที่เส้นทางนี้พิมพ์ไปให้ดูเลยครับ จริงๆตอนกลับมีคนญี่ปุ่นเองถามนะครับ แต่เราฟังไม่รู้เรื่องหรอก สุดท้ายคนนั้นเขาก็ไม่ได้ขึ้นคันที่เราขึ้นกลับมาครับ ต้องสอบถามคนขับตอนขึ้นรถรางขากลับด้วยทุกครั้งครับ!!!


พอได้พาสมาเสร็จก็มายืนต่อคิวขึ้นรถรางแบบคนอื่นๆกัน


ขึ้นมาแล้วโชคดีได้นั่งด้วยแฮะ ปล่อยให้นักเรียนหญิงเจ้าถิ่นยืนคุยกันไปละกันเนอะ นี่หล่ะครับบัตรผ่านแบบ 1 วัน ใช้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง สังเกตว่า ด้านขวามือของบัตรจะมีรูปปราสาท(ขวาบน) และอีกสถานที่ไม่แน่ใจ(ขวาล่าง) ซึ่งใช้เป็นส่วนลดในการเข้าปราสาทคุมาโมโตะได้ 100 เยนครับ ซึ่งบัตรนี้คุ้มแน่นอน ถ้าใช้ขึ้นรถราง 3 ครั้งขึ้นไปและเข้าปราสาทคุมาโมโตะด้วย ฟันธง!!!


ตรงนี้ซูมเข้าไปคือเครื่องแลกเงินครับ ใส่ธนบัตรใบละ 1 พันเยนเข้าไปก็จะมีเหรียญย่อยทอนออกมา ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นเขาจะมาใช้แลกกัน ส่วนเราไม่ต้อง เพราะมีบัตรผ่านแล้วครับ อิอิ


นั่งไม่นานครับ 14 นาทีจากสถานีรถไฟคุมาโมโตะก็มาถึงป้ายที่ 10 Kumamoto Castle City Hall ลงป้ายนี้เลย ก่อนลงก็ยื่นพาสให้คนขับหรือพนักงานที่อยู่ตรงกลางขบวนดูก็เป็นอันเสร็จครับ


คันนี้เป็นขบวนฝั่งขากลับครับ พอดีติดไฟแดงข้ามถนนเลยมีเวลาถ่ายรูป


ลงจากรถรางแล้วก็มายืนรอข้ามถนนที่ฝั่งเดียวกัน ข้ามทางม้าลายไปแล้วเดินไปตรงซอกด้านขวามือที่มีคนยืนอยู่นั่นแหล่ะครับ จนสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายไปครับ


เลี้ยวซ้ายมาแล้วก็เดินตามทางไปเรื่อยๆเลยครับ จะขนานไปกับกำแพงปราสาท


ระหว่างทางก็จะเจอกับฝาท่อระบายน้ำที่ตกแต่งสีสันสวยงาม ไม่ใช่แค่ฝาท่อที่เป็นเหล็กพื้นๆแต่เพียงอย่างเดียว


เกือบจะสุดทางเดินแล้วครับ มองไปทางขวาจะเห็นกับยอดของกำแพงปราสาท แต่ยังไม่ใช่ปราสาทนะครับ


ตรงนี้เป็นรูปปั้นของใครไม่ทราบครับ สุดทางเดินเท้าต่อกับถนนพอดี


หลังจากนั้นก็เดินเลี้ยวขวาข้ามสะพานที่ข้ามคูน้ำรอบปราสาทไปครับ จะเห็นว่าทางเดินเท้าที่เราเดินกันมาจะอยู่ทางขวามือเลียบกับคูน้ำรอบปราสาท


เดินขึ้นเนินเล็กน้อยครับ ด้านซ้ายมือต้นแปะก๊วยหรือเปล่าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวยงามเชียวครับ

อ้อ...ทางขวามือจะมีทางเข้าปราสาทอีกจุดหนึ่งครับ ชื่อว่า Hazekata Gate ตอนแรกเราก็จะเข้าทางนี้แหล่ะ แต่เจอเจ้าหน้าที่ผู้หญิงพูดภาษาอังกฤษดีมากบอกกับเราว่า แนะนำให้เดินไปอีกหน่อยก็จะเห็นทางเข้าหลักเลี้ยวขวาได้เลย เพราะทางเข้านี้จะต้องเดินขึ้นเนินไปไม่แนะนำ แต่ถ้าเข้าตรงทางเข้าหลักจะสามารถเจอกับตัวปราสาทเลยและหลังจากนั้นค่อยเดินลงเนินออกมาทางออกตรงจุดนี้ก็ได้ จะได้ไม่เหนื่อยเพราะเป็นการเดินลงเนิน ต้องขอบคุณมากๆครับ เราได้ฟังดังนั้นก็เดินต่อไปอีกสัก 10 นาทีเพื่อเข้าทางเข้าหลักของปราสาทครับ


ระหว่างทางก็ส่องตัวอาคารของกำแพงปราสาทอีกครั้ง


เดินไปอีกหน่อย ด้านซ้ายมือเช่นเดิมก็จะเจอกับใบไม้แดงพรึบเต็มต้น แต่ไม่ใช่ใบเมเปิ้ลครับ ช่วงนี้เห็นอะไรสีเหลืองๆแดงๆเป็นไม่ได้เพราะอยากชมกับตา แต่อย่างว่า แถบเกาะคิวชูยังไม่เปลี่ยนสีหรอกนะ โน่น...ต้องไปแถบเกียวโตขึ้นเหนือไปอีก


ถึงแล้วหล่ะครับ เลี้ยวขวาเข้าไปซ์้อตั๋วเข้าปราสาทกันเลย อากาศเย็นๆเดินขึ้นเนินเล็กน้อยไม่เหนื่อยมากครับ ค่อยๆไป


เอาตั๋วเล็กๆที่อยู่ด้านบนขวาของพาสที่ซื้อมาไปลดราคาค่าตั๋วเข้าปราสาทคุมาโมโตะครับ สุดท้ายจากราคาเต็มคนละ 500 เยน ลด 100 เยน เหลือคนละ 400 เยน คุ้มสุดๆ!!


เดินไปตามทางเดินเลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้ายกลับมา


ตรงจุดนี้เป็นโครงสร้างเก่าที่ยังไม่บุบสลาย เรียกว่า Uto Turret เห็นมีคนเดินเข้าไปบ้าง แต่เราไม่ได้เดินไปครับ


ตรงนี้โล่งมากๆ คนหายไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เลยได้จังหวะถ่ายรูปด้านหลังปราสาท


มองปราสาทคุมาโมโตะที่มุมตรงๆ ภายใต้ร่มเงาต้นไม้ที่อยู่รอบๆบ้าง


ตรงจุดนี้มีนักรบสมัยโบราณดั้งเดิมของญี่ปุ่นมายืนรอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปร่วมกันครับ บางคนอาจกลัวว่าเสียเงิน แต่ไม่เสียเงินนะครับ ขอถ่ายรูปได้เลย คนญี่ปุ่นสมัยใหม่ตัวสูงมากครับ พี่ไทยล้าหลังไปเลย ตอนเด็กต้องส่งเสริมให้ทานนมเยอะๆ จะได้ตัวสูงๆพร้อมๆไปกับการออกกำลังกาย


แล้วก็เดินมายังทางเดินใต้ดินเพื่อไปยังด้านหน้าปราสาทกัน ไม้ที่ใช้ทำเสากับคานท่อนใหญ่มากๆครับ


ในที่สุดก็มาโผล่ด้านลานหน้าปราสาทคุมาโมโตะแล้วครับ คนเยอะใช้ได้เลย

ปราสาทคุมาโมโตะเป็นปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1601 โดยดำริของ คะโต คิโยะมะซะ เจ้าแห่งคุมะโมะโตะ เพื่อใช้เป็นป้อมปราการ จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1607 พื้นที่อาณาบริเวณของปราสาทยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ตัวปราสาทมีป้อมปืน 49 ป้อม ประตูป้อมปืน 18 ประตู และประตูขนาดเล็ก 29 ประตู มีหอคอยสูง 2 หอ ทำให้สามารถมองได้รอบทิศจากมุมสูง หอใหญ่จะสูง 30.3 เมตร หอเล็กสูง 19 เมตร ปราสาทหลังเดิมถูกเพลิงไหม้เสียหายในปี ค.ศ.1877 ต่อมาได้สร้างใหม่ในปี ค.ศ.1960 (เครดิต: Wikipedia)


มีตัวการ์ตูนรูปปราสาทให้ถ่ายรูปคู่ด้วย อิอิ


และเช่นเดิม มีนักรบสมัยโบราณมาให้ยืนถ่ายอีกเช่นเคยครับ และไม่พลาดอีกเช่นเคย แต่คราวนี้ต้องรอคิวกันหน่อยเพราะคนรอถ่ายรูปคู่เยอะ 555 ขายดี


ได้เวลาเดินเข้าไปดูภายในปราสาทคุมาโมโตะกันแล้วครับ ไม่มีลิฟท์นะครับ เดินขึ้นบันไดอย่างเดียว ค่อยๆเดินครับ แล้วก็มาถึงยังชั้นบนสุดของปราสาทส่วนหอเล็กแล้ว(มองจากด้านหน้าปราสาทจะอยู่ทางขวามือ) ซูมไปดูคนด้านล่าง อย่างเยอะครับ


มุมนี้มองจากหอเล็กไปหาหอใหญ่ครับ


มองไปวิวด้านหลังตรงกำแพงปราสาท


แล้วก็ได้เวลาเดินไปยังหอใหญ่ ดูประวัติคนที่ปกครองเมืองคุมาโมโตะในแต่ละสมัยกัน

ตระกูลอิเดะตะ (1469-1496)
ตระกูลคะโนะโกะงิ (1496-1550)
ตระกูลโจ (1550-1587)
ตระกูลซัสซะ (1587-1588)
ตระกูลคะโต (1588-1632)
ตระกูลโฮะโซะกะวะ (1632-1871)
รัฐบาลญี่ปุ่น (1871-ปัจจุบัน)


อันนี้เป็นส่วนของหลังคาดั้งเดิมของปราสาทคุมาโมโตะ ฝั่งหอใหญ่(Main Tower)


จากตำนาน ชายหนุ่มที่มีพละกำลังที่มีชื่อว่า Yokote-no-Goro ได้แบกหินก้อนนี้โดยใช้ไหล่ของตัวเองระหว่างการสร้างปราสาทคุมาโมโตะ


 แบบแปลนโครงสร้างปราสาทคุมาโมโตะ


เทียบกับแบบจำลอง(Model) ปราสาทคุมาโมโตะ ที่วางอยู่ข้างๆกัน


ที่ผนังปราสาทก็จะมีข้อมูลพร้อมภาพปราสาทของญี่ปุ่นในเมืองต่างๆมาแสดงด้วยครับ สวยๆทั้งนั้น ไม่รู้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะไปชมจนครบนะครับ


ในที่สุดก็ขึ้นไปถึงยังชั้นบนสุดของหอใหญ่ของปราสาทแล้ว มองลงมานักท่องเที่ยวก็ยังคงเยอะเช่นเดิม แถมได้เห็นวิวตึกสูงๆและภูเขาที่เป็นแบล็กกราวนด์ด้านหลังด้วย แสงยามเย็นแล้วครับ


ซูมอีกครั้ง คนมาถ่ายคู่กับรูปปั้นการ์ตูนกันตลอดเลยฮะ


ตรงทางเข้าปราสาทครับ ส่วนใหญ่คนจะเดินออกกันบ้างแล้ว เพราะเย็นแล้วครับ


ได้เวลาลงจากตัวปราสาทแล้ว ลงมาถึงพื้นล่างก็มีอะไรสนุกๆให้เล่นอีกแล้ว ถ่ายรูปกับชุดนักรบโบราณครับ อิอิ ตลกดีมีขนสีชมพูด้วยแฮะ :D


กับอีกรูปครับ


แล้วเราก็เข้าไปชมในส่วนของ Honmaru Goten Palace ซึ่งเปรียบเสมือนโถงที่ไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างเป็นทางการ แต่น่าเสียดายโดนไฟไหม้ไปในปี 1877 และได้รับการบูรณะใหม่จนเสร็จพร้อมเปิดอีกครั้งในปี 2008 เร็วๆนี้เองครับ


ตรงนี้เป็นส่วนครัวไว้สำหรับทำอาหาร


ชุดอาหารมื้อเย็นแบบจัดเต็มในช่วงสมัยเอโดะ


Kanawa-tsugi, Koshikake-kama-tsugi หรือตัวอย่างวิธีการต่อไม้ที่ใช้ในปราสาทนี้ โดยไม่ต้องใช้ตะปูสักตัวเดียว เมืองไทยเราก็ใช้วิธีคล้ายๆกัน


เดินออกมาตรงโถงนี้ครับ


เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2013 จักรพรรดิและจักรพรรดินีของญี่ปุ่นได้เสด็จมาที่ Palace แห่งนี้โดยมาร่วมงาน 33rd National Convention for the Development on Abundantly Productive Sea"
เห็นมีรูปเจ้าชายด้วยนะครับแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดเลยอ่านไม่ออก


extravagant room เป็นห้องที่สวยงามมากๆครับ


สีทองเต็มไปหมดเลย เห็นกับตาแล้วตะลึงมากๆ


อีกรูปหนึ่งครับ


บนเพดานก็มีการเพ้นท์ลวดลายดอกไม้สวยงามมากๆ


ผมใช้เวลากับห้องนี้พอสมควรเลยครับ ดูจนจุใจ


แล้วก็เข้ามาอีกห้องหนึ่ง มีนกกระเรียนด้วย


ตอนจะกลับออกไป เราใช้เส้นทางที่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงเคยบอกกับเราไว้ก่อนเข้ามา เราเลยกลับอีกเส้นทางหนึ่ง


ไปตามทางเดินนี้เลยครับ


อาจจะเงียบๆหน่อยเพราะไม่ค่อยมีคนเดินเข้ามาเท่าไหร่


ใบไม้แดงกับใบที่ร่วงด้านล่างพอเห็นแล้วชื่นใจ


มุมปราสาทด้านข้างจังหวะนี้สวยงามมากๆครับ เพราะแสงแดดส่องมาพอดี ใกล้จะคล้อยไปแล้ว


อีกมุมหนึ่งครับ


ก่อนจะเดินออกไปทางประตู Hazekata


ฝูงนกเองก็กำลังบินกลับรังกันแล้ว ความมืดจะเข้ามาเยือน


คูน้ำรอบๆปราสาทมีเป็ดกำลังว่ายเล่นน้ำกันอยู่


เราออกมาเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว เจ้าหน้าที่เลยเริ่มเปิดไฟกันข้างใน เสียดายที่เราไม่ได้อยู่ต่อเลยไม่ได้เห็นปราสาทตอนเปิดไฟ ไม่รู้ว่าจะสวยแค่ไหนน้าาา...

หลังจากนั้นเราก็มีโปรแกรมไปเดินถนนคนเดินที่ Shimotori Shopping Street เพื่อไปหาอะไรทานมื้อเย็นครับ และด้วยการที่กระเป๋าลากใบเล็กของน้องจ๊ะเอ๋เปิดไม่ออก เราเลยต้องไปหาร้านเพื่อไขกระเป๋าให้ออกอีกด้วย เลยมีภาระกิจเพิ่มเข้ามา แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ โปรดติดตามตอนย่อยต่อไปตอนหน้าครับ 


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น