วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ญี่ปุ่น เมื่อยามใบไม้เปลี่ยนสี ตอน 8.5 เก็บตกวันก่อนสุดท้ายที่เมืองฮากาตะ เดินชมแสงสียามค่ำคืน ทานราเมงสเตเดี้ยมอันเลื่องชื่อ


ต่อจากตอนย่อยที่แล้ว เรามาถึงเมืองฮากาตะ ฟุกุโอกะก็ค่ำแล้ว แพลนของเราต่อไปคือจะออกเดินไปห้าง Canal City ที่ตอนวันแรกที่มาถึงเราหารถบัสไปไม่ได้นั่นเอง คราวนี้ไม่นั่งรถบัสแล้ว เดินอย่างเดียวครับ ที่ห้างจะมีราเมงสเตเดี้ยมอยู่ชั้น 5 ของห้างมีร้านราเมงดังๆของญี่ปุ่นมาเปิดด้วยกันถึง 8 ร้านเชียว เราจะไปทานกันหลังจากพลาดในวันแรกที่มาถึง หลังจากนั้นก็จะเดินเล่นและแวะหาซื้อของฝากอีกสักหน่อย ก่อนนั่งรถไฟท้องถิ่นไปยังที่พักที่เป็นแบบ guesthouse ซึ่งเราไม่สามารถจองโรงแรมทั่วๆไปได้นั่นเอง


เข้าคิวซื้อขนมปังเสร็จก็ออกมาด้านนอกสถานีรถไฟฮากาตะ ลานด้านนอกประดับไฟอย่างสวยงาม


เดินมารอข้ามทางม้าลายตรงจุดนี้ ด้านหน้าฝั่งตรงข้ามจะเป็นร้านสตาร์บัค


ข้ามมาแล้วหันไปถ่ายอาคารสถานีรถไฟฮากาตะอันยิ่งใหญ่บนเกาะคิวชูสถานีหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนด้านบนเป็นร้านขายของต่างๆของพลาซ่า เสียดายเราไม่มีเวลาเดินดู


เข้ามาร้านสตาร์บัคส์เพื่อมาซ์้อของฝากไปให้เพื่อนคนหนึ่งที่ไทย เป็นเหยือกของเมืองนี้นั่นเองครับ


ซ์้อของฝากเสร็จก็เดินมาตามทางเรื่องๆ เดินงงๆ มึนๆ สุดท้ายก็ใกล้จะถึง Canal City แล้ว อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง รอสัญญาณไฟก่อนครับ


เดินไปยังชั้นบนของห้าง Canal City มุมนี้เป็นมุมมหาชนที่ใครๆมาก็ต้องมาถ่ายครับ


จุดหมายของเราคือชั้น 5 ราเมงสเตเดี้ยม ขึ้นไปเลยครับ


ขึ้นไปก็จะเป็นร้านราเมงต่างๆ 8 ร้านด้วยกัน เขาว่ากันว่ามาจากร้านที่มีชื่อเสียงทั่วญี่ปุ่นเลยนะครับ ความอร่อยไม่ต้องบอก อร่อยแน่ แต่ตามข้อมูลมา ต้องร้านซ้ายมือ โคมแดงนั่นเอง (ขึ้นบันไดเลื่อนมาแล้วอยู่ทางซ้ายมือเลย)


สั่งเมนูกับเครื่องอัตโนมัติก่อนเข้าร้านเลยครับ มีรูปและราคาให้ดูไม่ต้องกลัว


ภายในร้านเป็นดังภาพครับ มีที่นั่งทั้งเคาน์เตอร์และโต๊ะแบบปกติ


สักพักเมนูที่ผมสั่งก็มาเสริฟแว้วววว น่าทานมากๆ


ส่วนนี่เป็นเกี๊ยวซ่า ทานคู่กันไปด้วย


ซูมเส้นและเนื้อให้เห็นแบบใกล้ๆ อร่อยมากๆ เต็มอิ่มเลยทีเดียว ชามเดียวก็อิ่มแปล้แล้วครับ


ทานเสร็จก็เดินย่อยอาหารบริเวณรอบๆ เปิดแสงสีสวยเหมือนกัน มีคอนเสริตด้วยนะครับ


ตรงนี้มีสวนสนุกเล็กๆให้เด็กๆมาเล่นกัน


อีกมุมหนึ่ง


เดินวนมาฟังเพลงกันบ้าง


แล้วก็มาเข้าร้านนี้ ร้าน Tax Free Shop คนเข้าเยอะทีเดียว เรียกได้ว่าซื้อของฝากกันจน ณ เวลานี้กันเลยทีเดียว


ได้เวลาเดินกลับกันแล้วครับ


รอข้ามไปฝั่งสถานีรถไฟฮากาตะ


ประดับไฟสวยๆก่อนเข้าสถานีครับ


คราวนี้เราต้องนั่งรถไฟท้องถิ่น JR ถึง 2 ขบวนด้วยกันเพื่อไปยัง guesthouse ที่เราจองไว้ ซึ่งอยู่ห่างไปจากเมืองฮากาตะพอสมควร สายแรกที่ต้องรอขึ้นคือสาย JR Kagoshima แล้วไปลงที่สถานี KASHII ใช้เวลา 12 นาทีด้วยกัน


ขบวนนี้ครับ ตัดมาที่สถานี KASHII


แล้วก็รออีกขบวนสาย JR Kashii คราวนี้จะนั่งแค่ 2 นาที 1 สถานีเพื่อไปลงที่สถานี KASHIIJINGU เป็นสถานีปลายทางครับ


กลัวหลงก็ใช้เจ้า Tab ช่วยดูเส้นทางได้เลย อย่างนี้ไม่หลงแน่ๆ อันนี้ผมขอแนะนำเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นเลยนะครับ


ถึงแล้วครับ สถานี KASHIIJINGU เงียบเหงามากๆ ชนบทจริงๆแฮะ มีคนลงที่สถานีนี้ไม่กี่คนเอง


จากสถานีเราเริ่มงงกับการไปยัง guesthouse ครับ สอบถามเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟแกก็พยายามจะช่วยเรานะครับ ช่วยเอาแผนที่ให้เราดู แต่สื่อสารไม่รู้เรื่องตามแบบฉบับ จนเราต้องขอบคุณและขอไปเรียกแท็กซี่กันเอง คนขับแท็กซี่เองก็ดันไม่รู้จักบ้านพักที่เราให้ดูอีก ขับวนไปวนมาหลายครั้ง จนสุดท้ายก็หาเจอจนได้ ผมถึงบอกว่า ที่พักแบบ guesthouse อย่าไปจองครับ หายากมาก


เจ้าของที่พักนี้เลี้ยงแมวครับ น่ารักเชียว


มีโมจิให้เราชิม 2 ชิ้นด้วยครับ


และก็ให้เราลงชื่อในสมุดลงชื่อครับ


เจ้าเหมียวอีกตัว ตัวนี้ลายธรรมดาแบบบ้านเรา กำลังเล่นจับหนู


น่ารักเปล่า??


สภาพห้องพักครับ ก็โอเคนะ มี 2 ห้อง


เตียงนุ่มๆ น่านอนๆ


ส่วนนี่เป็นเตียงอีกห้องของเราที่อยู่ติดกันครับ ขอจบการเดินทางในตอนย่อยเท่านี้ แล้วติดตามกันในตอนสุดท้ายวันพรุ่งนี้ โดยเราจะบินกลับไทยกันแล้ว


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น