วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2549

Big Trip ครั้งที่สอง (8 วัน 7 คืน) ตอน 2 จากเชียงใหม่ มุ่งสู่ เชียงดาว-อ่างขาง...วันที่สอง


วันนี้เป็นวันที่สองของบิ๊กทริป ก่อนออกจากตัวเมืองเชียงใหม่กรุงเทพแห่งที่สอง เราไม่ลืมที่จะไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพซึ่งเป็นมิ่งขวัญแก่ชาวเชียงใหม่มาตราบนานเท่านาน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่เราทั้งสอง หลังจากนั้นจะเริ่มเดินทางไปอ่างขาง และแวะชมถ้ำเชียงดาวระหว่างทางที่อ.เชียงดาว ก่อนหาจุดกางเต็นท์สวยๆบนดอยอ่างขางต่อไป


เมื่อคืนนอนไม่ค่อยจะหลับ อาจเป็นเพราะดื่มกาแฟก่อนนอนก็เป็นได้ ทำให้เช้านี้ ไม่ค่อยจะสดชื่นเท่าไหร่ ผมตื่นนอนประมาณหกโมงครึ่ง เพราะต้องเตรียมตัวเดินทางต่อไปอีกไกล
เดินลงมาข้างล่าง ก็ได้เห็นบรรยากาศสวยๆจากการตกแต่งสวนของป้าเรจินา ที่เมื่อวานมาถึงก็มืดซะแล้ว เลยไม่ได้เห็นของดี


ผมไม่แน่ใจว่าดอกสีเหลืองที่วางอยู่เรียงรายตามทางเดินนั้นมีชื่อว่าอะไร แต่เป็นดอกไม้ที่นำมาจากต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในสวนแห่งนี้นั่นเอง


ก่อนออกจาก Regina Guesthouse ขอสูดอากาศสดชื่นจากดอกไม้รอบๆก่อนครับ โดยเฉพาะดอกลีลาวดีริมอ่างน้ำ


ขับรถไม่นานก็มาถึงพระธาตุดอยสุเทพ เดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุตามพวกเราได้เลยครับ ยิ่งตอนเช้าแล้วด้วย เรียกเหงื่อดีนักแล


เรามาเชียงใหม่ทุกครั้ง จะขาดเสียไม่ได้เลยที่จะมาไหว้พระธาตุดอยสุเทพ เว้นเสียแต่ว่าการมานั้นเป็นการต่อเครื่องไปที่อื่นเช่นแม่ฮ่องสอน จึงทำให้ไม่มีเวลาออกไปไหน


ตามความเชื่อของชาวล้านนาแล้ว พระธาตุดอยสุเทพเป็นพระธาตุประจำปีเกิดคนเกิดปีมะแมหรือแพะนั่นเอง
จะว่าไปแล้ว เราทั้งคู่ได้มีโอกาสไปไหว้พระธาตุก็รวมแล้ว 6 แห่งตามความเชื่อของชาวล้านนา ยังเหลืออีก 6 แห่งที่ยังไม่ได้ไป ล่าสุดที่ได้ไปมาก็มีพระธาตุช่อแฮกับแช่แห้งที่จังหวัดแพร่และน่าน ตามลำดับ (http://athlons.blogspot.com/2004/10/PraeNan-01.html) ถ้าไม่นับรวมพระธาตุดอยกองมู


มาครั้งนี้ หวังลึกๆว่าจะไม่ได้ยินเสียงการตีระฆังดังๆเหมือนเมื่อครั้งก่อนๆ แต่ที่ไหนได้ ขาจะกลับ เราได้ยินและเห็นภาพคนโยกระฆังจนได้ ด้านบนระฆังเขาก็เขียนไว้ชัดเจนว่าอย่าโยกระฆัง ป้ายที่ติดตามต้นไม้ก็เขียนชัดเจน "ระฆังดังเพราะคนตี คนดีไม่ต้องตีก็ดัง"


เลยเที่ยงวันมาเล็กน้อย เรามาถึงที่ถ้ำเชียงดาว ซึ่งอยู่ในตัวอำเภอเชียงดาวแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 5 กม. ทางแยกนั้นค่อนข้างหาลำบากนิดหนึ่งเนื่องจากเป็นทางเล็กๆ อาจเผลอขับเลยไปได้


ก่อนเข้าถ้ำเชียงดาว จ่ายค่าเข้าชมคนละ 10 บาทครับ เพื่อช่วยเหลือค่าไฟในการบริการแสงสว่างที่นี่


ถ้ำเชียงดาวนี้ สามารถเข้าชมได้ทั้งสองส่วน ส่วนที่ไม่ต้องใช้ตะเกียงสามารถเดินชมโดยไม่มีไกด์ได้เลย เพราะทางวัดเปิดไฟฟูออเรสเซนต์ไว้ อีกส่วนหนึ่งที่ทางเข้าลึกและมืดจำเป็นต้องใช้บริการตะเกียงพร้อมไกด์ท้องถิ่น เสียค่าตะเกียงดวงละ 100 บาท เดินไปดูได้ในจุดที่ไม่มีไฟเข้าไป ดูเหมือนราคาจะเป็นมาตรฐานเท่ากันกับถ้ำลอดที่ปางมะผ้า


เราเลือกเดินไปตามแสงไฟที่สาดส่อง ไม่เลือกที่จะไปในถ้ำที่ต้องใช้ตะเกียง


ได้รับทราบมาว่า ถ้ำเชียงดาวนั้นเป็นถ้ำที่ตายแล้ว นั่นหมายถึงหินงอกหอนย้อยภายในไม่สามารถขยายตัวได้อีกต่อไปแล้วนั่นเอง


เดินไปเรื่อยๆจะเจอกับหินคล้ายๆกับคนนอนหงายอยู่ มีดอกไม้ธูปเทียนวางไว้ หาป้ายว่าคืออะไรก็ไม่เจอ


หินงอกหินย้อยในถ้ำนี้ดูแล้ว ไม่สวยเท่าถ้ำอื่นๆที่เคยดูมา ในถ้ำลอดจะดูสวยกว่า และจินตนาการได้หลายอย่าง หรืออาจเป็นเพราะเราไม่ได้เข้าไปดูในถ้ำที่ต้องใช้ตะเกียงก็เป็นได้


ผมจำได้แต่เพียงว่า ถ้ำที่จะต้องใช้ตะเกียงนั้นมีถ้ำน้ำซึ่งอยู่ปลายสุดของทางเดิน ส่วนถ้ำอื่นๆนั้นจำชื่อไม่ได้จริงๆ


อิ่มหนำจากการชมถ้ำเชียงดาวแล้ว ออกมาข้างนอกเตรียมตัวที่จะขับรถต่อไปยังดอยอ่างขาง แต่ด้านหน้าวัดจะมีสถูปเจดีย์เก่าตั้งอยู่


 ออกจากถ้ำเชียงดาว ใช้เส้นทางถนนตัดใหม่ by pass เลี่ยงเมืองเชียงดาวซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ ขับมาได้ไม่กี่นาที ก็ต้องจอดรถออกมาถ่ายรูปขุนเขาที่สูงตระหง่านอยู่ทางด้านซ้ายมือ เขานี้คงหนีไม่พ้นดอยเชียงดาวซึ่งมีดอยหลวงเชียงดาวเป็นดอยที่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศเป็นแน่ สูงซะจนมีก้อนเมฆมาบดบัง


ผมขับต่อไปยังจุดหมายปลายทางของวันนี้คือดอยอ่างขาง สถานที่ที่ใครๆก็ว่าเส้นทางชันเอามากๆ ถึงกับได้เป็นที่หนึ่งในเรื่องความชันของประเทศไปเลย แน่นอนผมเลือกเส้นทางขึ้นทางอ.ไชยปราการ เพราะต้องการทดสอบสภาพคนและสภาพรถที่ใช้งานมาถึง 8 ปีด้วยกันว่ายังเป็นเพื่อนคู่คิดด้วยกันมาเสมอ
ขับขึ้นมายอมรับว่าชันสุดๆกว่าที่เคยๆขับมาแล้วจริงๆ ระหว่างขึ้นต้องปิดแอร์เปิดกระจก ไม่ทำอะไรทั้งนั้นนอกจากใจจรดจ่อที่เส้นทางและคอยดูรอบเครื่องยนต์ที่เกจวัด ที่เกียร์ 2 รถยังค่อยๆเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆเอาชนะแรงเสียดทานและ mgcos z จากการแตกแรงมาทางแนวถนน ใบหน้าชาคอยลุ้นให้ผ่านระยะ 2 กม.สุดท้ายไปได้ด้วยดี สุดท้ายก็ผ่านมาจอดหน้าจุดชมวิวที่นี่ได้ ณ ตอนนี้ก็เป็นเวลาประมาณ 14:40 น. อากาศร้อนแต่ยังพอมีหมอกให้เห็น


เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับต้นซากุระเมืองไทยหรือพญาเสือโคร่ง จึงอดไม่ได้ที่ต้องจอดรถริมทางเพื่อออกมาถ่ายรูป


ทางก่อนจะไปบ้านขอบด้ง บ้านนอแล และสถานีเกษตรฯ โล่งดีจัง ชักภาพได้หลายรูปเลย


มาดูเส้นทางก่อนที่จะขึ้นไปยังจุดชมวิว และจุดกางเต็นท์ ขึ้นเขาพอประมาณ


ตอนแรกตกใจคิดว่าใครมาจัดงานเลี้ยงกันที่นี่ แต่ดูไปดูมาเป็นร้านอาหารแนวจีนยูนนานของที่นี่ ตกแต่งด้วยสีสันสีแดงตามประเพณี


เราเลี้ยวขวาเพื่อแวะไปดูหมู่บ้านขอบด้ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวมูเซอ จอดรถที่หน้าบ้านตัวอย่าง


มีแปลงกระหล่ำสีสวยๆปลูกไว้บริเวณหน้าบ้าน


อีกมุมหนึ่ง ณ บ้านตัวอย่างขอบด้ง


สักพักเราก็ขับมาถึงฐานปฏิบัติการนอแล ณ จุดนี้ สุดเขตประเทศไทย


บังเกอร์หลบกระสุนของพี่ทหารหาญ มองเห็นฐานพม่าอยู่ไกลๆตรงด้านหน้าและขวามือ


มาที่นี่ไม่กลัวเลยครับ เพราะมีเจ้าอาวุธนี้คอยคุ้มเราอยู่


ดอกลำโพงที่ฐานปฏิบัติการนอแล


จากการสำรวจและตระเวนทุกๆจุดในฐานปฏิบัติการนอแลแล้ว เราสอบถามพี่ทหารว่าสามารถกางเต็นท์ได้หรือไม่ พี่ทหารใจดีตอบกลับมาว่า เชิญกางเต็นท์ได้ตามสบายเลยครับ เราจึงมาลงเอยที่นี่ จัดการเลือกทำเลที่ใกล้ชายแดนมากที่สุด เพราะอยากนอนกางเต็นท์ที่ประชิดชายแดนมากที่สุดนั่นเอง...แห่ะๆ


แต่ยังไงซะก็ยังมีบ้านพักของพี่ทหารตั้งขวางหน้าอยู่ เราอุ่นใจได้


ดูสิครับ ฐานปฏิบัติการทางฝั่งพม่าเขา อยู่สูงจากเราพอควร แต่จากการสอบถามพี่ทหารแล้ว บริเวณนี้ไม่มีการกระทบกระทั่งเกิดขึ้น สบายใจได้


ขอบคุณจ่า หัวหน้าฐานที่นี่ ที่ให้เรานำรถมาจอดด้านใน เกรงว่าเราจะกลัวว่ารถหาย
ขอบคุณครับ


จวนได้เวลา 6 โมงเย็น พวกพี่ๆทหารเตรียมเข้าแถวเพื่อเคารพธงชาติ เป็นอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานจากการร้องเพลงชาติไทย เราทั้งคู่ยืนตรงเคารพธงชาติพร้อมกับร้องเพลงชาติไปตามพี่ๆทหารหาญ


ดอกไม้สวยๆอีกครั้งครับ


ขอจบด้วยแสงสุดท้ายของวันที่สอง ณ ฐานปฏิบัติการนอแล ดอยอ่างขางครับ
แล้วค่อยมาเจอกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น กับการลงไปเที่ยวสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง พร้อมกับเดินทางต่อไปยังปาย แม่ฮ่องสอน

Original Published on www.pantip.com at [ 16 ม.ค. 49 19:48:58 ] as below link
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2006/01/E4028943/E4028943.html


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น