วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

สะพายเป้ หิ้วกล้อง ท่องบาหลี ตอน 4 เที่ยววัดทามันอายุน (Taman Ayun), วัดอูลุนดานูบราตัน (Ulun Danu Bratan) และสุดท้ายไฮไลท์ของวันคือ วัดอูลูวาตู (Ulu Watu)


วันนี้แล้วสินะ ที่ผมและเพื่อนจะอยู่บาหลีเป็นวันสุดท้าย เพราะตอนค่ำเราก็ต้องเหินฟ้าบ๊ายบายบาหลีไปแล้ว วันนี้ทางคนขับรถนัดเช้ากว่าทุกวันคือประมาณ 9 โมงเช้า ทำให้ต้องตื่นก่อน 2 ชม.เพื่อทำธุระและใช้เวลาทานอาหารเช้า

วันนี้โปรแกรมค่อนข้างหลวมๆ เนื่องจาก speed up ใน 2 วันที่ผ่านมา จึงเหลือสถานที่ที่จะไปแค่ 3 ที่คือ วัด Taman Ayun , วัด Ulun Danu Bratan ซึ่งตั้งริม Lake Bratan หรือทะเลสาบบราตัน และสุดท้ายไฮไลท์ของวันนี้คือ วัด Ulu Watu ซึ่งตั้งอยู่บนเขาริมทะเล จากนั้นเขาก็จะส่งเราเช็คอินที่สนามบิน


โรงแรมบากุงส่าหรีในคูตาที่เราพัก บรรยากาศดีมากเนื่องจากมีต้นไม้ปลูกไว้บริเวณภายในให้ร่มรื่น ประกอบกับสระน้ำที่ใหญ่ จึงเป็นโรงแรมหนึ่งที่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปเมื่อเปรียบเที่ยบกับโรงแรมฟลอร่าที่เราพักในคืนแรก ซึ่งทั้งสองโรงแรมนั้นตั้งอยู่ใกล้ๆกัน ห่างกันเพียง 200 เมตร แต่ที่นี่จะใหม่กว่ามาก


อาหารเช้าวันนี้เปลี่ยนแนวมาสั่งหมี่ผัดมั่ง ชื่อภาษาอินโดฯคือ Mie Goreng นั่นเอง


ก่อนไป Lake Bratan เราแวะวัด Taman Ayun ก่อนเนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างทางที่จะไป วัดทามันอายุนสร้างขึ้นโดย I Gusti Agung Anom ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเม็งวีในปีค.ศ. 1934 ชื่อวัดนั้นหมายถึงสวนที่สวยงาม มีพื้นที่คร่าวๆ 250 x 100 ตารางเมตร


เดินเข้าไปด้านในจะรู้สึกถึงอากาศบริสุทธิ์ เนื่องจากเต็มไปด้วยสวนสวยและสนามหญ้าสีเขียวสด ไกด์บอกให้เราเดินขึ้นไปชมวิวด้านบนตรงด้านซ้ายมือ เมื่อมองลงมาเห็นสีเขียวของสนามหญ้าและต้นไม้เขียวๆ รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที


ด้านในก็จะมีเมรูหลากหลายชั้นเหมือนๆกับวัดอื่นๆที่เราไปมาในวันก่อนๆ


อีกมุมหนึ่งที่มองจากด้านหลังไปด้านหน้าของวัด เห็นเมรูเรียงกันเป็นแถวๆ สวยงามครับ


จากทฤษฎีที่เมรูจะมีจำนวนชั้นเป็นเลขคี่เช่น 1,3,..,9 และ 11 แต่ทำไมเมรูด้านซ้ายในรูปจึงมี 2 ชั้น ??


ต้นไม้ที่นิยมปลูกกันมากในบาหลีคงหนีไม่พ้นต้นลีลาวดี เพราะดอกมันจะนำมาใช้ทัดหูในงานพิธีกรรมด้วย พวกเราก็ได้ทัดหูมาถึง 2 ครั้งด้วยกันตอนไปวัด Ulun Danu Batur และ Tanah Lot


จากวัด Taman Ayun ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ก็จะถึงทะเลสาบบราตันซึ่งมีวัด Ulun Danu Bratan ตั้งอยู่ริมทะเลสาบนี้ เส้นทางก่อนจะไปถึงขึ้นเขาสวยมากครับ เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่สูงนั่นเองทำให้อากาศที่นี่เย็นกว่าที่อื่น วันนี้มีหมอกลงพอประมาณ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนถึงกับหยิบเสื้อแจ็กเก็ตมาใส่เลยทีเดียว


วันนี้ภายในวัดรู้สึกจะมีพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ชาวบ้านพร้อมเพรียงกันมาสักการะ หนุ่มน้อยด้านขวาคงเห็นผมจะกดชัตเตอร์เลยยืนยิ้มกอดอกเป็นนายแบบซะเลย รูปนี้ผมชอบมากครับ ได้จับอารมณ์ บรรยากาศไว้อยู่ในเฟรม 4 เหลี่ยมบันทึกเก็บไว้เมื่อมาดูอีกครั้งก็จะนึกถึงช่วงเวลานั้นๆตาม


มุมนี้แหล่ะที่ใครๆก็อยากถ่ายรูปกัน มันจะเหมือนวัดที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบยังไงยังงั้น ถ้าน้ำขึ้นด้วยแล้วจะสวยงามกว่านี้แน่


อีกวิวหนึ่งของวัด Ulun Danu Bratan


มองอีกด้านหนึ่ง


ไม่นานนัก ชาวบ้านที่กระทำพิธีกรรมในวัดเมื่อสักครู่ก็ได้เดินขบวนย้ายจากวัดมาชุมนุมกันที่ริมทะเลสาบบราตัน คงทำพิธีอะไรสักอย่าง นักท่องเที่ยวทั้งไทย(ผมและเพื่อน) และเทศต่างพากันเดินตามขบวนชาวบ้านเพื่อไปถ่ายรูปพิธีอันศักดิ์สิทธินี้ เราโชคดีมากที่มาได้เห็นพิธีกรรมตอนนี้พอดี


ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง พวกที่จัดดนตรีก็จะง่วนอยู่กับเครื่องดนตรีที่ตัวเองขนมาและจัดอุปกรณ์ให้เข้าที่ บางส่วนก็ดูแลเรื่องของสักการะบูชา บางส่วนก็นั่งลงรอเพื่อทำพิธี


ข้างๆกันก็จะมีสะพานไม้ที่ยื่นไปในทะเลสาบ ตกแต่งด้วยไม้ไผ่ยาวๆเป็นเสาและใบต้นมะพร้าว ทำให้สั่นไหวเมื่อต้องลมเย็นๆที่นี่


ถ่ายรูปที่วัดนี้เสร็จ ก็ได้เวลาทานอาหารกลางวันกันแล้ว เราเลือกก๋วยเตี๋ยวแบบรถเข็นที่จอดขายอยู่ทั่วไปริมถนนและริมทะเลสาบบราตัน ตอนแรกไกด์ขับไปจอดที่หน้าร้านอาหารหรูๆฝั่งตรงข้าม แต่เราไม่ได้เข้าไป เดินมาฝั่งที่ติดทะเลทานร้านนี้ดีกว่า


ผมและเพื่อนสั่งเล็กชิ้นสด...อ๊ะๆ..ไม่ใช่ ก๋วยเตี๋ยวบักโส แบบชาวอินโดฯ หน้าตาเป็นอย่างที่เห็น เส้นบะหมี่ที่ใช้คล้ายๆกับเส้นมาม่าครับ ลูกชิ้นเป็นลูกชิ้นไก่ พร้อมๆกับเต้าหู้และมีแป้งซึ่งคงเหมือนกับเกี๊ยวในบ้านเรา แม่ค้าจะมีข้าวเหนียวๆให้เราเลือกด้วย แต่ผมไม่เอา รสชาดนะเหรอ....2 ชามครับ การันตีความอร่อยได้เลย


ทานอิ่มแล้วก็ได้เวลาซื้อของทั้งของฝากหรือผลไม้ที่ตลาดใกล้ๆกัน


สถานที่ต่อไปในโปรแกรมวันนี้คือ Ulu Watu บ่ายสามสี่สิบก็เดินทางมาถึง แดดร้อนเอาการเหมือนกันนะ


คลื่นที่นี่แรงใช้ได้เลย ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่เป็นโขดหินแบบดังสุดๆ แบบไม่เคยได้ยินมาก่อน


เดินย้อนมาอีกฝั่งหนึ่ง เห็นหน้าผาสูงชันพร้อมๆกับเวทีการประกอบพิธีกรรมและรำของชาวฮินดูซึ่งตั้งอยู่ลิบๆ


คลื่นเมื่อกระทบฝั่งสีจะขาวเนื่องจากเกิดฟองอากาศในน้ำ


เราเดินขึ้นไปบนวัดเพื่ออยากเห็นเมรูอย่างใกล้ๆ เท่าที่เห็นมีสูงสุดคือ 3 ชั้น


ดูวิววัดอูลูวาตู (Ulu Watu) จนอิ่มก็เป็นอันว่าทริปบาหลีนี้จบลงแล้ว ได้เวลากลับบ้านเสียที คนขับรถพาเราไปส่งที่สนามบิน Ngurah Rai สนามบินนานาชาติบนเกาะบาหลี มาถึงก่อนเวลาเช็คอินพอประมาณคือบ่ายสี่โมงครึ่ง ผมเหลือเงินเป็นค่าทิปให้คนขับทั้งสองประมาณ 144,000 Rp นอกเหนือจากค่าเช่ารถที่ตกลงกันไว้ 200,000 Rp เราให้เงินรูเปียห์เขาหมดเลย

ตามกำหนดเวลาที่เครื่องจะออกไป KL คือ 20:10 น. ดังนั้นเวลาที่เหลือก็ฆ่าด้วยการไปกดเงินเพื่อจ่ายค่าภาษีสนามบินขาออก(100,000 Rp/คน) และอาหารก่อนขึ้นเครื่อง


เครื่องใช้เวลาบินจริงประมาณ 2 ชม. 40 นาทีก็มาถึงที่ KLIA ตอนแรกกะว่าจะมาพักที่ Satellite Building ตามที่เคยหาข้อมูลมา แต่พอผ่านตม.ของมาเลย์มาแล้วก็เดินหาอยู่สักพักก็เลยถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่ามันเป็นอาคารอยู่ด้านใน ออกมาแล้วเข้าไม่ได้ต้องมี boarding pass ถึงจะเข้าไปใหม่ได้ เป็นอันว่าเราต้องใช้แผน B คือนอนสนามบินนี่แหล่ะ เป็นครั้งแรกนะเนี่ย

จัดแจงขึ้นไปชั้น 3 Departure Hall ก็เห็นเพื่อนต่างภาษาจองเก้าอี้นั่งเป็นเตียงนอนกันพอประมาณ เราก็เลยเอามั่ง ที่ KLIA นี้เขาได้รางวัล 2005 Golden Pillow Winner ด้วยนะ ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะใหม่ กว้างและปลอดภัยจริงๆครับ ผมกับเพื่อนยังไม่ง่วงนอนก็เลยชวนกันไปหาอะไรกินรองท้อง(ไม่รู้ว่ามื้อไหนเหมือนกัน) เพราะเวลาก็เกือบตีหนึ่งแล้ว ได้ร้าน KFC นี่แหล่ะ


ดูสภาพบรรยากาศ KLIA เมื่อเวลา 1:15 น.ซะก่อน โล่งมากๆ


พอเช้าของวันที่ 24 ก.ค. ก็ได้เวลาเช็คอินและเริ่มเดินทางแล้ว แต่มีเวลาเหลือเราก็เลยนั่งรถไฟรางระหว่างอาคารไปยัง Satellite Building และ Gate A หรือ B นี่แหล่ะครับ อยากไปดูว่ามีอะไรบ้าง ที่นี่จะมี Lounge ของสายการบินต่างๆตั้งอยู่


พอเกือบ 10 โมงเช้าของที่นี่ก็ต้องเตรียมตัวขึ้นเครื่อง ผมชอบเก้าอี้นั่งรอ boarding ของสนามบินนี้จริงๆครับ ได้นั่งแล้วสบายจริงๆ สนามบินคนก็ไม่แออัดมากด้วย
ไฟล์นี้มีเสียวนิดหน่อยครับ เนื่องจากขึ้นเครื่องไปแล้วจนผู้โดยสารครบ พอจะปิดประตู ดันปิดประตูได้แค่ครึ่งเดียว !! ใช้เวลาอยู่นาน กัปตันก็มาดู สุดท้ายต้องลงจากเครื่องแล้วมานั่งรอที่สนามบินอีกที แต่ก็ใช้เวลาแค่ไม่ถึง 15 นาที สุดท้ายก็แก้ไขได้ กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยและมาโพสต์ให้เพื่อนๆได้ดูกัน

สรุปค่าใช้จ่ายทริปบาหลี ค่าใช้จ่าย(ต่อ 2 คน)
1.ค่าเครื่องบิน 9,329 บาทแบ่งเป็น
  1.1 BKK-KUL(ไป-กลับ) = 3,976 บาท
  1.2 KUL-DPS(ไป-กลับ) = 503.74 RM = 5,353 บาท
2.ภาษีสนามบินขาออกจากดอนเมือง 500 x 2 = 1,000 บาท
3.ค่าที่พัก 3 คืนที่บาหลี 18+31+20 = 69 USD = 69 x 42 = 2,898 บาท
4.เงินสดที่นำไปใช้(นำไปแลก ณ ประเทศนั้นๆ)ทั้งใน KL และบาหลี
  4.1 ที่ KL ทั้งขาไปและกลับ 500+200+19 RM x 11.5 = 918.5 บาท
  4.2 ที่บาหลี 5,000+3,000+50,000 Rp / 200 = 8,250 บาท แบ่งเป็น
  4.21 ค่าเช่ารถ 3 วัน 200,000 Rp x 3 = 600,000 Rp / 200 = 3,000 บาท
  4.22 ค่าธรรมเนียมเข้าดูสถานที่ต่างๆ+ค่าจอดรถ+ค่าอาหาร+ค่าใช้จ่ายอื่นๆ =  4,530 บาท
  4.23 ค่าทิป 144,000 Rp = 144,000 / 200 = 720 บาท
5.ภาษีสนามบินขาออกจากบาหลี = 100,000 Rp x 2 = 200,000 / 200 = 1,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 23,395.5 บาท/ 2 คน ---> 11,697.75 บาท/คน

สิ่งที่ประทับใจ
-ทะเลสาบบราตัน วัด Ulun Danu Bratan บรรยากาศดีมาก
-อาหารอร่อย

สิ่งที่ไม่ประทับใจ
-แม่ค้าพ่อค้าขายของที่ระลึกตื้อมากถึงมากที่สุด
-เงินเท่านั้นในบาหลี

สุดท้าย ขอขอบคุณเพื่อนๆทางอินเตอร์เน็ตที่ช่วยเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Putrajaya และบาหลีก่อนที่ผมจะไป ดังมีรายนามต่อไปนี้
CoBraGolD @BP&TKT
TOTO @BP&TKT
Mr.OB1 @TKT
A @TKT
หนุ่มน้อย @TKT 
ผู้เฒ่าทะเลใต้..... @TKT 
กระเทยแบกเป้ @TKT
หนิมจ้า @BP&TKT
ratta @TKT
AnchorisT @BP&TKT
ammy @TKT
ติ๊ดฯ @TKT

เว็บที่เกี่ยวข้อง
จองตั๋วเครื่องบินราคาถูก
http://www.airasia.com/

จองที่พักในบาหลี
http://www.directrooms.com/

ข้อมูลในบาหลี
http://www.trekkingthai.com/
http://www.searchtravels.com/index.cfm?menuid=927
http://www.e-biz-travel.com/thai/unseen_brunei_bali_kenya/bali_3days_2nights_package.html

เว็บแผนที่เกาะบาหลี
http://www.baliguide.com/bali_map1.html

=============
ขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่ติดตามชมจนจบ แม้ว่าไม่ลงนามก็ตาม

Original Published on www.pantip.com at  [ 28 ก.ค. 48 22:00:15 ]


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น