วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มาเลเซีย...กัวลาลัมเปอร์-มะละกา ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2557 ตอน 1 บินไปกัวลาลัมเปอร์ แล้วนั่งรถต่อไปมะละกา แต่ทว่าไม่ได้กินมะละกอ


จริงๆ วันหยุดยาวโดยเฉพาะช่วงเทศกาลนั้น ผมมักไม่ค่อยอยากไปเที่ยวไหนเท่าไหร่ เพราะต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่งกันเข้าห้องน้ำ แย่งกันใช้ถนน ฯลฯ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ก็เหมือนกัน แต่ด้วยเพราะก่อนหน้านั้น 2 เดือนประมาณเดือนตุลาคม 2556 มีสายการบิน Low Cost สายใหม่ของเมืองไทย Thai Lion Air ได้เปิดตัวและออกโปรโมชั่นราคาถูกเรียกลูกค้า ลองเข้าไปดูตั๋วแล้วพบว่า มีไปลงกัวลาลัมเปอร์ที่ที่จ๊ะเอ๋ยังไม่เคยไป(ส่วนผมเคยไปมาแล้ว) ด้วย และราคาถูกพอดี ไม่ได้การแล้ว รีบจองตั๋วทางเน็ตโดยเร็วไว ว่าจะไปมะละกาเมืองน่ารักของมาเลเซียพอดี หาเวลามานานแล้ว เพิ่งได้มีโอกาสก็ตอนนี้ เลยจัดทริปคร่าวๆ เป็นดังนี้
  • DAY 1 (28 ธันวาคม 2556):  BKK – KLIA – KL Sentral 
  • DAY 2 (29 ธันวาคม 2556):  KL Sentral - TBS (Terminal Bersepadu Selatan) – Melaka (Malacca)
  • DAY 3 (30 ธันวาคม 2556):  Melaka (Malacca) - TBS (Terminal Bersepadu Selatan) - Bandar Tasik Selatan - Putrajaya & Cyberjaya - KL Sentral – Monorail (Imbi) – Metro Hotel Bukit Bintang
  • DAY 4 (31 ธันวาคม 2556):  Bukit Bintang – เที่ยว KL – KL Sentral
  • DAY 5 (1 มกราคม 2557):  KL Sentral – KLIA - BKK
เอาหล่ะ แผนเที่ยวที่วางไว้ก็เป็นดังนี้ ถ้าดูแค่จำนวนวันก็อาจคิดว่าไปนานตั้ง 5 วัน แต่ถ้าพิจารณาจริงๆแล้ว จะพบว่า วันแรก(เดินทางไป) และวันสุดท้าย(เดินทางกลับ) เป็นแค่วันเดินทางจริงๆ เพราะวันแรกก็เดินทางถึงกัวลาลัมเปอร์ดึกแล้ว เกือบจะหมดวันด้วยซ้ำ และวันสุดท้ายก็ต้องตื่นเช้ามืดไปรอเครื่องบินกลับที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์แล้วก็บินกลับไทยเลย ทำให้ใช้เวลาอยู่ในมาเลเซียจริงๆเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น มิหนำซ้ำยังต้องเสียเวลาเดินทางไปและกลับจากมะละกาอีกตั้งหาก คือว่าเที่ยวจริงๆไม่เยอะเท่าไหร่ครับ

แล้วเรามาดูกันว่า พอถึงวันจริงทำได้หรือไม่ก็ต้องติดตามกันครับ (ผมไปมาเลเซียครั้งแรกตอนไปปีนเขาที่โกตา คินาบาลู ปี 2548 โน่น แต่ไม่ได้ลงที่ KLIA เพราะลงที่เมืองโกตา คินาบาลูเลย ส่วน KLIA ไปลงจริงๆตอนทริปไปเมืองโกตา บาห์รู ครับ ปี 48 เช่นกัน ชมได้ตาม link นี้ สะพายเป้ หิ้วกล้อง ท่องเคแอล (KL) & โกตาบาห์รู (Kota Bahru))

เพิ่มเติม : บันทึกเดินทางล่าสุดในมาเลเซีย
เที่ยวก่อนปีใหม่ ๒๕๕๙ ณ คาเมรอน ไฮแลนด์ และ มะละกา (ครั้งที่ 2) ตอน 1 บินไปลง KLIA 2 แล้วต่อรถบัสไปคาเมรอน ไฮแลนด์ เมืองขุนเขาแห่งไร่ชา


วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2556
วันนี้เป็นวันเสาร์แต่เราเดินทางกันก็ตอนเย็นของวันแล้ว ประมาณ 5 โมงเย็นเราก็มาถึงยังสนามบินดอนเมือง ผู้คนเยอะแยะไปหมด ก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะช่วงหยุดยาวเทศกาล หลายคนต่างออกเดินทางไปเที่ยวนอกกรุงเทพทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือเมืองนอกก็ตาม

ลงจากแท๊กซี่แล้วเรารีบเดินเข้ามาเช็คอินที่เคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินใหม่ Thai Lion Air นั่นเอง ความประทับใจแรกกับสายการบินนี้เริ่มค่อยๆหายไป เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะการจัดการเช็คอินที่ช้ามากๆ คนรอเข้าแถวยาวมาก วนเป็นงูไปมาๆ จนเลยมาทางที่สแกนกระเป๋า ทำให้ต่อแถวยาว และเจ้าหน้าที่ทำงานช้า จนสุดท้ายเราก็มาถึงหน้าเคาน์เตอร์โดยใช้เวลาหลายสิบนาทีด้วยกัน

ส่วนใหญ่ผู้โดยสารที่เข้าแถวมาเช็คอินสายการบินนี้จะเป็นคนมาเลย์ เลยงงๆ ว่าเขารู้โปรโมชั่นตั๋วถูกตอนไหนนะ เยอะมากๆ เหมือนกับว่าจะกลับบ้านต่างจังหวัดยังไงยังงั้น มาทีเป็นครอบครัวขนข้าวของเยอะแยะเชียว คงมาทำงานที่ประเทศไทยเรา แล้วหยุดยาวเลยกลับบ้านที่มาเลเซีย เคยเห็นแต่คนไทยไปทำงานที่มาเลเซีย


หลังจากเช็คอินโหลดกระเป๋าเสร็จ ก็เดินเล่นกันบริเวณรอบๆก่อนเข้าไปข้างใน เห็นร้านเครื่องดื่มนี้แสงสีป้ายหน้าร้านสวยดีเลยถ่ายเก็บไว้ แต่ไม่ได้เข้าไปทานหรอกครับ ราคาไม่ค่อยน่าคบ


แล้วก็ได้เวลาเข้าไปด้านในกันแล้ว รอจังหวะคนอื่นถ่ายรูปกับจอภาพที่จับภาพตัวเองเข้าไปในจอจนแล้วจนรอดก็ไม่เลิกถ่ายซะที แต่พอเลิกถ่ายเจ้าจอภาพก็ดันไม่จับภาพคนที่ยืนด้านหน้าซะแล้ว เปลี่ยนเป็นจอแสดงโฆษณาเฉยเลย เลยได้มาแบบนี้ เซ็งมากๆ


ได้ขึ้นเครื่องแล้ว แอบถ่ายชุดแอร์ของไทยไลอ้อนแอร์ดีกว่า อิอิ ได้รูปมาแบบไกลๆ


ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) สนามบินนี้จะเหมือนๆ กับสนามบินฮ่องกง ซึ่งจะมี Satellite Terminal นั่นหมายถึงเวลาจะไปหรือลงจากเครื่องจะต้องนั่งรถไฟระหว่างเทอร์มินอลจากเทอร์มินอลปกติไปสู่เทอร์มินอลนี้ทุกครั้ง ครั้งนี้เรากำลังยืนในรถไฟเข้ามาเทอร์มินอลปกติ


รถไฟระหว่างเทอร์มินอลใช้เวลาประมาณไม่เกิน 5 นาทีก็มาถึงส่วนตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซีย


ผ่านตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียก็มาถึงป้ายต้อนเรานักท่องเที่ยวสู่เมืองกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เป็นอันว่าเรามาถึง KL โดยสมบูรณ์แล้ว ณ เวลา 22.24 น. ซึ่งต้องปรับโดยบวกอีก 1 ชั่วโมงเป็น 23.24 น.ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศมาเลเซีย


ด้วยเวลาดึกๆแบบนี้ด้วยแล้ว การเดินทางที่สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยที่สุดคงหนีไม่พ้นแอร์พอร์ทลิงค์ หรือ KLIA Ekspres (มาเลเซียจะใช้ภาษาอังกฤษแบบแปลกๆแบบนี้ อย่าแปลกใจว่าทำไมเขียนไม่ถูกไวยากรณ์ เหมือนกับว่าเขาจะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษมาใช้แทนในภาษาเขียนเขา)

การเดินมาใช้บริการ KLIA Ekspres นั้นไม่ยากเลย แค่เดินออกมาจากประตูขาเข้า แล้วเลี้ยวขวามองหาป้ายที่เขียนว่า KLIA Ekspres แล้วก็เดินลงมาชั้นใต้ดิน ตามป้ายมาก็จะเจอทางเข้า โดยต้องซื้อตั๋วรถไฟจากเคาน์เตอร์นี้ก่อน ค่าบริการไปลง KL Sentral(สุดสาย) ผู้ใหญ่คนละ 35 RM 

โดยสถานีระหว่าทางจะมี 4 สถานีด้วยกันดังนี้
KLIA Ekspres :  KLIA --> Salak Tinggi --> Putrajaya & Cyberjaya --> Bandar Tasik Selatan --> KL Sentral 
ส่วนสายปกติ (เทียบได้กับ City line ของ Airport link) เรียกว่า KLIA Transit จะหยุดทุกสถานี ซึ่ง KLIA Ekspres นั้นเสร็จก่อนไทยเรา ดังนั้น ไทยเราก็คงก๊อปมาจากมาเลย์เนี่ยแหล่ะครับ



ได้ตั๋วที่อยู่ในมือแล้วก็เข้ามารอรถไฟฟ้าที่ชานชลา ไม่ว่าจะ platform ไหน(A หรือ B) ก็ไป KL Sentral เหมือนกันครับ เพราะเป็นสถานีเริ่มนั่นเอง


ช่วงดึกๆ รถไฟฟ้าจะแล่นไม่บ่อยนัก เลยรอไปหลายนาทีกว่ารถจะมา ผมยังจำได้ถึงครั้งแรกที่มานั่ง KLIA Ekspres ที่นี่ ก็เกือบ 8 ปีมาแล้ว


ช่วงที่รถไฟฟ้าแล่นเข้ามาใกล้ KL Sentral เราจะมองเห็นตึกปิโตรนาส หรือตึกแฝดนั่นเอง เห็นแบบแว้บๆ ถ่ายจะไม่ทันอยู่แล้ว


วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2556
0.34 น.ของวันใหม่ก็มาถึงสถานี KL Sentral ไฟแทบจะไม่มีเปิดแล้ว มืดๆน่าดู เราเดินงงๆ ออกจากสถานีไป ไม่รู้จะเดินไปโรงแรมยังไงถูกเลยถามวินแท๊กซี่ที่รับคิวแท๊กซี่อยู่ข้างในสถานี เขาบอกกับเราว่าต้องว่าแท๊กซี่ไป เดินไปเองไม่ได้ แต่เราไม่เชื่อ เลยลองเดินดู พอถามคนขับแท๊กซี่อีกคนข้างนอก ก็ช่วยชี้ให้เราไปยังโรงแรม ว่าเดินไปทางไหน สุดท้ายเราก็เดินไปอย่างหลงๆ มั่วๆ


ในที่สุดก็มาถึงล๊อบบี้โรงแรม Hotel Sentral แต่ก่อนจะถึงต้องถามคนแล้วลงลิฟท์ด้วยนะเออ งงมากๆ ทำไมต้องลงลิฟท์ด้วยแฮะ เราเลือกจองโรงแรมนี้เพราะทำเลไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า KLIA Ekspres และรถไฟฟ้าแบบอื่นๆนั่นเอง สะดวกมากแถมราคาน่าคบโดยราคา 900 กว่าบาทต่อคืน คืนนี้เราจะพักที่นี่ก่อนจะเดินทางต่อไปมะละกา


ขึ้นลิฟท์มาบนห้องพัก สภาพห้องสะอาด มีทีวี LCD ให้ดูหนังหรือข่าวหน้าเตียงนอน


ห้องน้ำสะอาด


มุมนี้ถ่ายจากเตียงนอนย้อนไปที่ประตูทางเข้า ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ สัญญาณ WiFi แรงสามารถ connect และใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ หายห่วงครับ

แล้วก็ถึงเวลาพักผ่อนกันแล้วครับ โดยพรุ่งนี้จะต้องตื่นเช็คเอาท์เพื่อเดินทางต่อไปมะละกาครับ


เช้าวันใหม่ ตื่นนอนมาชมวิวบรรยากาศยามเช้าแบบนี้ที่หน้าต่างของห้องพัก มองเห็นรถโมโนเรลกำลังแล่นผ่านมาพอดี เราจะใช้รถโมโนเรลนี้อีกครั้งเมื่อจะเดินทางใน KL กัน


โรงแรมนี้มีอาหารเช้าแถมมาด้วย เก็บข้าวของเสร็จก็ลงมาชั้น 2 ชั้นนี้จะมีบริการอาหารเช้าครับ เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ มาลองดูกันว่าอาหารหน้าตาเป็นอย่างไร


อาหารที่เลือกแล้วพอทานได้ก็จะเป็นอย่างที่เห็นคือ ข้าวต้มกับปลาเล็กปลาน้อยทอดและถั่วลิสงคั่ว อาหารแบบขนมปังทาแยมก็มีนะครับ ส่วนแบบอื่นก็คืออาหารแนวแขกมาเลย์ ไม่ค่อยน่าทานเลย


ทานข้าวเสร็จก็เช็คเอาท์และเดินเท้ามาที่สถานี KL Sentral เหมือนเดิม แต่ตอนนี้สามารถมองเห็นทุกๆอย่าง มี 2 ชั้น ใหญ่โตและเป็นแหล่งรวมการขนส่งแบบรถไฟประเภทต่างๆมารวมกันไว้ที่สถานีนี้ที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ KTM comutor, รถไฟ KL Transit, Rapid KL และ อื่นๆ อีกหลายสาย


ตามข้อมูลจากเน็ต การที่จะไปมะละกานั้น ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรเอากระเป๋าใบใหญ่ๆไปด้วย เพราะรถโดยสารเมื่อจะไปต่อเข้าเมืองมะละกานั้นเล็กและคนเยอะมาก อาจไม่สะดวกที่จะเอาไปด้วย เราเลยต้องมาฝากกระเป๋าที่ชั้น 2 ของ KL Sentral ก่อนเดินทางไป ชื่อร้านว่า MATANG  เวลาเปิดทำการ 8.00 น. แต่ปิดไม่แน่ใจครับ

กระเป๋าใหญ่ใบละ 10 RM เรตนี้คือค้างคืน 1 คืนครับ  ขอใบเสร็จและตกลงให้เรียบร้อยไม่งั้นเวลามาขอคืนจะมีปัญหาจะให้เราจ่ายอีก 10 RM ซึ่งผมไม่ยอม เดี๋ยวค่อยมาดูกัน



ฝากกระเป๋าเสร็จก็เดินย้อนลงมาชั้นล่าง ว่าจะหาร้านขายซิมการ์ดซะหน่อย เพราะอยู่หลายวันคงต้องใช้โพสต์ FB บ้างหล่ะ


หาอยู่ 2-3 ร้าน จนมาถูกใจในการบริการร้านนี้ (ร้านก่อนหน้า เรากำลังสอบถามพนักงานถึงโปรโมชั่นขายอยู่ดีๆ มีคนไทยพ่อและลูกสาวนี่แหล่ะ เสียมารยาทแทรกมาถามพนักงานที่กำลังอธิบายให้เรา แล้วก็ถามแบบไม่ใช้เราถามต่อ กลายเป็นว่าเราโดนทิ้งไม่ได้สนใจเราไปบริการคนนั้น) เราเลยเดินมาหาร้านใหม่จนมาได้ร้านนี้ อยู่กลางฮอลล์เลย ชื่อร้าน V.V Group คนขายผู้ชายเสื้อเชิ๊ตสีขาวพูดจาดีแนะนำทุกอย่างเปรียบเทียบหลายเจ้าให้เรา


จนเราเลือกซิมนี้ Hotlink มีเครือข่ายครอบคลุมหมด สัญญาณแรง ราคา 45 RM ใช้งานได้ 1 เดือนซึ่งเหลือเฟือ แล้วเลือกโปรแบบใช้ 3G คุ้มๆ เพราะเราไม่ได้โทรกลับไทยอยู่แล้ว เล่นเน็ตอย่างเดียว แต่ก่อนจะได้ซิมนั้น มาเลเซียมีกฎใหม่คือ ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อซิมการ์ดจะต้องแสดงพาสปอร์ตและมีขั้นตอน activate ก่อนถึงจะใช้งานได้ ซึ่งกระบวนการนี้ทางคนขายดำเนินการให้เราโดยใชเวลาประมาณ 10 นาทีจนเสร็จสามารถใช้งานได้


เสียเวลามานานแล้ว ได้เวลาซื้อตั๋ว KLIA Transit ก่อน โดยเราจะต้องเดินทางด้วยรถไฟจากที่นี่ไปลงสถานี Bandar Tasik Selatan(BTS) เพื่อขึ้นรถบัสที่สถานี BTS นี้ไปมะละกา 

ส่วนรถไฟสาย KTM Comutor ก็สามารถไปได้แต่ผมว่า KLIA Transit สะดวกและรวดเร็วกว่ามาก ราคาคนละ 4.2 RM ด้วยกัน


ลงมารอที่ชานชลาด้านล่างนี้ ด้านหลังเป็นรถไฟฟ้าสาย KLIA Ekspres สายที่เรานั่งมาเมื่อคืนนั่นเอง จะจอดสถานีปลายทางเท่านั้น เราจึงไม่ได้ขึ้นขบวนนี้


รถขบวนเราก็มาถึงแล้ว เข้าไปนั่งกันเลย โดยขบวน KLIA Transit จะจอดทุกสถานีอย่างที่บอกไว้ ซึ่งเราจะลงที่สถานีแรกนั่นเอง


รถไฟฟ้าใช้เวลาแล่นเพียง 7 นาทีก็มาถึงสถานี Bandar Tasik Selatan(BTS) เดินออกจากรถไฟฟ้า KLIA Transit แล้วหาทางเชื่อมจะมีบันไดเลื่อนขึ้นไป แล้วเดินไปตามทางที่บอกว่า Station  Bandar Tasik Selatan แล้วเดินข้ามไปยังอาคาร Terminal Bersepadu Selatan(TBS) หรือสถานีรถบัสระหว่างเมืองนั่นเอง


เดินต่อคิวซื้อตั๋วรถบัสเลยครับ ช่องไหนว่างและที่เขียนว่าไปมะละกาก็ต่อไปเลย เลือกแถวที่สั้นๆ สำหรับผมเลือกเจ้ารถบัส DELIMA ราคาคนละ 13.40 RM หรือเจ้าอื่น(TRANSNASIONAL) ก็ได้ครับ แต่รถของ DELIMA จะใหม่กว่ามาก


ได้ตั๋วรถบัสแล้วก็เดินลงมารอรถที่เกตด้านล่าง คล้ายๆขึ้นเครื่องบินนะครับ ที่นั่งรอก็ติดแอร์ สุดยอดจริงๆ ได้เวลารถออกแล้วครับ เข้าคิวต่อแถวที่เกต 4 เพื่อจะขึ้นรถบัสกัน


ตามกำหนดรถออกเวลา 13.00 น. ซึ่งก็ใกล้เคียง ออกตรงเวลาครับ นั่งตามที่นั่งที่ระบุในตั๋ว


เกือบๆ 3 ชั่วโมง รถก็แล่นมาถึงเมืองมะละกาแล้ว ใกล้ถึงจุดจอดรถบัสเต็มแก่ ตามป้ายต้องตรงไปข้างหน้า (เอ๊ะ...มีเมืองทุเรียนด้วยครับ Durian Tunggal)


ถึงสถานีรถบัสมะละกาแล้ว (Melaka Sentral) สังเกตกันบ้างมั้ยครับ ภาษาอังกฤษของเมืองมะละกานี้เขียนได้ 2 แบบ คือ Melaka(แบบมาเลย์ ยืมตัวอักษรภาษาอังกฤษมา) และ Malacca(แบบอังกฤษ) ซึ่งก็ใช้ได้ทั้ง 2 แบบ


จากสถานีมะละกานี้ก็ต้องมาต่อรถบัสเล็กสาย 17 หรือรถเมล์เข้าตัวดาวน์ทาวน์ของมะละกาอีกต่อ ค่าโดยสารคนละ 1 RM ดูสิครับ คนเยอะมากๆ ตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่เอากระเป๋าลาก 26" มา ไม่งั้นไม่รู้จะลากขึ้นรถยังไงดี คนเบียดกันเยอะมากๆ


ไม่เพียงเฉพาะในรถบัสเล็กจะเบียดกัน บนท้องถนนที่จะเข้าไปในมะละกาก็รถติดเอามากๆครับ กว่าจะไปถึง โน่น...ใช้เวลา 40 นาทีด้วยกัน หฤโหดจริงๆ

จริงๆไม่รู้หรอกว่าต้องลงรถป้ายไหน แต่พอเห็นวิวที่มีสีแดงๆแบบนี้เป็นอันว่าถึงแล้วแน่ๆ โบสถ์คริสต์สีแดงสัญญลักษณ์ของเมืองมะละกาเขาหล่ะ นักท่องเที่ยวก็เดินกันขวักไขว่เยอะดีแท้

เพื่อเพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวมะละกา เรามารู้จักประวัติเมืองนี้กันก่อนครับ
มะละกา(อังกฤษ: Malacca; มาเลย์: Melaka) เป็นเมืองเอกของรัฐมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในอดีตที่นี่เป็นเมืองท่าสำคัญที่เติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออก ต่อมามะละกาได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกทั้งโปรตุเกส, เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ อาคารในมะละกาจึงมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปกรรมท้องถิ่นกับเจ้าอาณานิคมนั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2008 มะละกาและจอร์จทาวน์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใครทั้งในตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Wikipedia)
  • โบสถ์คริสต์มะละกา (Christ church Melaka) สร้างด้วยอิฐที่นำเข้ามาจากฮอลันดา แล้วฉาบด้วยสีแดง โบส์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1741 และเสร็จในปี 1753 รวมใช้เวลาสร้าง 12 ปี
  • น้ำพุหน้าโบสถ์ สร้างในปี ค.ศ. 1904 เป็นน้ำพุที่ทำจากหินอ่อน ชาวมะละกาสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 65 ปี ของพระราชินีวิคตอเรีย ประเทศอังกฤษ

เก็บรูปและบรรยากาศบริเวณนี้(Dutch Square)  เสร็จก็เดินออกมาที่จะข้ามคลองด้านขวามือ เจอกับรถสามล้อถีบอันเลื่องชื่อของเมืองมะละกาแห่งนี้ สีสันเจ็บแสบจริงๆครับ ต่างคนต่างตกแต่งรถของตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ ไว้เราเก้บข้าวของที่โรงแรมก่อนแล้วจะกลับมาเก็บภาพอีกครั้ง


ใกล้ๆกันก็จะมีหอนาฬิกาสีแดงแบบนี้ครับ ตัวเข็มบอก 16.05 น. แต่เวลาจริงช้ากว่าอยู่ 10 นาที
  • หอนาฬิกาสีแดง สร้างในปี ค.ศ. 1886 โดยคหบดีชาวจีน ชื่อ ตันกิมเส็ง

เดินออกมาไกลขึ้น คนยังเยอะอยู่ที่โบสถ์คริสต์


เดินข้ามสะพาน Tan Kim Seng มาก็มาเจอสี่แยกอย่างที่เห็นครับ โรงแรมที่เราจะพักต้องเดินไปข้างหน้านี้ซึ่งเรียกว่าถนน Jonker


ร้านอาหารดังร้านหนึ่งของมะละกา Famosa Chicken rice Ball ซึ่งที่นี่จะฮิตข้าวมันไก่ที่ทำข้าวปั้นเป็นก้อนกลมๆแล้วมาเสริฟกับไก่


แล้วก็มาถึงโรงแรมของเราซะที Hotel Puri (โรงแรมปูริ) ที่เลือกโรงแรมนี้เพราะได้คะแนนรีวิวจากคนที่ไปพักมาสูงจากหลายๆโรงแรม แถมบรรยากาศของที่พักก็เป็นแนวจีนๆ อนุรักษ์ของเก่าและประวัติศาสตร์เอาไว้

เห็นด้านหน้าว่าแคบๆ แต่พอเข้าไปข้างในมันลึกและมีพื้นที่กว้างกว่าทางเข้าเยอะเลยครับ


เช็คอินก่อนที่ Hotel Puri (โรงแรมปูริ)ครับ โดยเราต้องมัดจำเงินริงกิตด้วยตอนที่เช็คอิน 100 RM มั้งครับถ้าจำไม่ผิด บอกตรงๆเลยว่าการมัดจำเงินเวลาเข้าพักโรงแรมนี่ผมไม่ชอบเลยแฮะ ยังไม่ไม่รู้ เหมือนไม่ไว้ใจลูกค้าครับ


กว่าจะเดินหาห้องพักเจอ ก็เสียเวลานิดหน่อย ที่ Hotel Puri (โรงแรมปูริ) หาห้องพักยากจริงๆ เพราะห้องมันงงๆยังไงไม่รู้ มีหลายส่วนมาก แต่พอเข้าไปในห้องแล้ว โอ้โห...สวยงามครับ ตกแต่งได้ลงตัวทีเดียว ชอบมากๆ


ภายในห้องน้ำครับ


ระเบียงห้องด้านข้างที่เปิดเห็นวิวซอยเล็กๆ ละแวกใกล้เคียง


มุมมองจากเตียงนอนมองไปที่ประตูด้านซ้ายมือ ห้องน้ำจะอยู่ขวามือ

ข้อเสียอย่างเดียวของที่นี่ก็คือ สัญญาณ WiFi ไม่เสถียร! อาจเพราะอยู่ไกลสุด สัญญาณมาไม่ถึง แต่ก็ยังหงุดหงิดอยู่ดีนะครับ แก้ไขได้ด้วยที่ผมมี 3G มาด้วย ไม่งั้นแย่แน่ๆเลย


ชั้นล่างของโรงแรมที่จัดตกแต่งคล้ายๆพิพิธภัณฑ์ของเก่าแบบจีน


มีรูปแกะสลักไม้ม้าที่เหมือนกับกำลังลากจูงรถม้าด้วย ชอบในความคลาสสิคของโรงแรมนี้หล่ะครับ


บริเวณนอกอาคารที่จัดเป็นสวนสวยงามร่มรื่น มีพื้นที่ใช้สอยคุ้มที่สุดเลยก็ว่าได้


ตรงนี้ไม่ทราบว่าบ้านใคร ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่พักครับ


อีกมุมหนึ่งด้านหน้าโรงแรมครับ


สมาคมอะไรสักอย่างใกล้ๆโรงแรมที่พัก


แล้วเราก็เดินออกมาตรงถนน Jonker ตรงนี้จะเป็นรูปปั้นนักเพาะกายอันโด่งดังของมาเลเซีย หลายคนมาถ่ายกับรูปปั้นนี้กันเยอะเลย


เริมหิวแล้ว ต้องหาอะไรทานมื้อเย็น


เดินเลี้ยวขวาจากถนน Jonker นิดเดียวก็มาเจอกับนร้านนี้ Famosa Chicken Rice Ball


สั่งข้าวมันธรรมดากับข้าวมันแบบลูกบอล พร้อมกับเมนูไก่มา 2 อย่าง ไก่ย่าง กับไก่อบ โดยรวมแล้วก็น่าทานครับ


ของคาวจบไปแล้วเริ่มหาขนมทานกัน ลองชิมขนมตรงหน้านี้กันก่อน คนละชิ้นก็อร่อยดี แป้งนุ่มดีครับ ไส้ถั่วแดง


แล้วก็มาต่อกับพวกเสียบไม้แล้วเลือกว่าจะลวกหรือทอด ตามสะดวก น้ำจิ้มก็มีให้เลือกหลายรสชาติ เผ็ดๆ เปรี้ยวๆ


เดินกลับมาข้ามสะพานที่ข้ามแม่น้ำ Sungai Melaka อีกครั้ง เรือที่เห็นจะแล่นไปเรื่อยๆไม่ถึงกิโลเมตรก็จะไปออกที่ช่องแคบมะละกาชื่อที่เราคุ้นๆกันตอนเรียนชั้นประถม


เดินผ่านวงเวียนอีกครั้ง เจอรถสามล้อถีบตกแต่งเจ็บๆ มาก ลายคิตตี้สวยงามคิขุน่ารัก


เพื่อความเข้าใจในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของเมืองมะละกา ขอนำแผนที่นี้ที่แสดงถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ มาไว้ด้วย จะได้เข้าใจที่ตั้งต่างๆมากยิ่งขึ้น


เดินไปทางขวามือจะเจอกับป้อมเก่ามะละกา (Malacca Fort) แต่ปืนใหญ่ที่เห็นก็คงเป็นของใหม่แล้วหล่ะครับ


ใกล้ๆกันก็จะมีกังหันน้ำขนาดใหญ่


มีคนเล่นดนตรีพร้อมกับแสดงตลกๆ เปิดรับบริจาคด้วยครับ แต่เพลงเป็นเพลงมาเลย์ฟังไม่รู้เรื่อง


เดินต่อไปริมแม่น้ำจะเจอกับ Maritime Museum พิพิธภัณฑ์เรือสำเภา พอดีเสียค่าเข้าชมเราเลยไม่ได้เข้าไปกัน
  • พิพิธภัณฑ์เรือสำเภา ค่าเข้าคนละ 6 RM เป็นเรือที่จำลองมาจากเรือสำเภาฟลอเดอรามาร์ (Flor de lama) เป็นเรือของโปรตุเกส ในสมัยที่มะละกาอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส เรือลำนี้ได้ขนสมบัติจากวังสุลต่านมะละกาไปเต็มพิกัด หลังจากที่เรือออกจากมะละกา ได้แล่นออกไปทางเกาะสุมาตราตอนเหนือและได้ล่มลงที่นั่น

คันนี้ลาย Pink Panter กับแมวคิตตี้


เดินไปเจอกับเรือลำนี้ ดูแล้วน่าจะเป็นของจริงนะครับ


เดินมาตามถนน Merdeka (Jalan แปลว่าถนน) ก็จะเจอกับเครื่องเล่น Taming Sari Towel ซึ่งก็จะทำงานแบบขึ้นลง สามารถชมวิวเมืองมะละกามุมสูงได้


ซูมเข้าไปดูหน่อยซิว่าข้างในเขากำลังทำอะไรกันอยู่ อิอิ


เดินไปเดินมาชักเริ่มหิว เข้าห้าง Dataran Pahlawan เข้าไปรับแอร์เย็นๆ และหา Mc ทานกัน ร้าน Mc ที่นี่จะบริการน้ำอัดลมแบบรีฟิลลครับ ตอนแรกยังอายๆ ไม่กล้าเข้าไปขอเติม แต่เห้นคนอื่นเขาเอาแก้วเปล่าที่ดื่มแล้วไปให้เติมหลายคนมาก ก็เลยให้จ๊ะเอ๋ไปเติมให้ 555 ปรากฎว่าเติมรีฟิลลมาให้จริงๆด้วยครับ แหม...บริการแบบนี้น่าจะมีในไทยบ้างนะครับ



แสงหายไปแล้ว ความมืดเข้ามาแทนที่ ยิ่งทำให้รถสามล้อถีบยิ่งสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่ละคันแข่งกันเปิดไฟสวยไม่แพ้กันเลย แถมยังเปิดเพลงเสียงดังๆ เครื่องกระหึ่มอีกต่างหาก แต่ไม่ได้ดังแบบน่ารำคาญนะครับ เสียดายดันไม่ได้ถ่ายแบบวิดีโอมา ไม่งั้นได้ฟังเสียงเพลงได้ด้วยแล้วครับ


ตรงนี้จะเป็น Porta De Santiego หรือประตูซานติเอโก ประตูแห่งนี้สร้างโดยโปรตุเกส โดยสร้างไว้รอบเนินเขามะละกา


ทางขวามือใกล้ๆกันจะเป็น Sultanate Palace หรือพิพิธภัณฑ์พระราชวังสุลต่าน  มีประตูทางเข้าเก็บค่าเข้า แต่ตอนนี้ไม่สามารถเข้าได้เพราะปิดทำการ


เสาปูนริมฟุตบาท ตกแต่งไม่เหมือนใคร


แล้วก็กลับมาข้ามสะพานเพื่อไปยังถนน Jonker รถสามล้อถีบแข่งประชันกันเปิดไฟสวยงาม เครื่องเสียงกระหึ่ม


จอดรอผู้โดยสาร สนนราคาประมาณ 10-15 RM /รอบ/คัน นั่งได้ 2 คน


มาเดินหาของที่ระลึกกันก่อนจ้า เลือก magnet สวยๆ 3 อัน 10 RM


แล้วก็มาหาอะไรทานที่ร้านที่เขาแนะนำกัน ร้านติ่มซำ “MR PAU TIM SUM” ขนมจีบนึ่งร้อนๆ 5 ชิ้น 3 RM 



อร่อยมากๆ จนต้องซื้อมาทานอีกรอบ พร้อมกับชานมเย็น 1 แก้ว

ทานได้สักพักก็เริ่มเดินจะกลับไปที่พักแล้ว แต่เดินไม่ทันไร ฝนเจ้ากรรมตกลงมาห่าใหญ่ วิ่งหนีหลบฝนกันกระเจิง เสียดายไม่ได้เอาร่มมาจากที่พักด้วย แต่สักพักก็วิ่งฝ่าฝนมาที่โรงแรม เปียกเล็กน้อย เข้าห้องอาบน้ำ เตรียมนอน พรุ่งนี้ยังต้องมีโปรแกรมเก็บส่วนที่ยังไม่ได้มาเที่ยวที่มะละกาต่อครับ ลาไปก่อนสวัสดีครับ


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น