แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาญจนบุรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาญจนบุรี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2549

เยือนสังขละฯ ถิ่นเจดีย์สามองค์ เมื่อยามหน้าฝน ตอน 2 เที่ยวสังขละบุรีและด่านเจดีย์สามองค์ (วันที่สอง)


วันนี้เป็นวันที่สองที่อยู่ในสังขละบุรี ถิ่นชาวมอญ หลังจากงัวเงียลืมตาจากที่นอนได้ไม่นาน หูก็ตั้งใจฟังเสียงฝนที่อยู่ข้างนอกอย่างใจจดใจจ่อว่ายังคงตกอยู่หรือเปล่า ปรากฎว่า ฝนตกแค่เป็นหยดๆเท่านั้น ไม่ถึงกับไปไหนไม่ได้เลย นับว่าโชคดีมากแล้วที่วันนี้บรรยากาศเป็นใจให้เราได้เที่ยวตามโปรแกรมที่ตั้งใจไว้


7 โมงเกือบ 8 โมงเช้า เราเดินออกมาจากบ้านพักเพื่อไปชมวิวจากที่สูงที่ร้านอาหารของรีสอร์ท ฝั่งนี้ก็เป็นอีกฝั่งหนึ่งที่ชาวบ้านสร้างสะพานขึ้นมาใหม่แต่เป็นสะพานเหล็กออกสีแดงๆ


ในอีกมุมหนึ่ง เราสามารถยืนมองดูวิวทั้งเจดีย์พุทธคยาจำลองที่ตั้งอยู่วัดวังก์วิเวการามทางฝั่งชุมชมชาวมอญและสะพานไม้มอญไปในตัว ท้องฟ้าวันนี้ยังคงสลัวๆแต่ยังไงซะก็ยังดีกว่าเมื่อวานที่แทบมองไม่เห็นแสงแดดเลย :(


มุมสะพานไม้มุมนี้น่าจะผ่านตานักท่องเที่ยวหลายๆท่านในนี้ไปบ้างแล้ว


เราเดินย้อนออกจากทางเข้าสามประสบรีสอร์ทแล้วเลี้ยวซ้ายเดินลงไปตามทางเดินซีเมนต์เพื่อไปยังสะพานไม้ มองเห็นเรือกำปั่นที่อยู่ลิบๆจำนวน 2 ลำ


สะพานไม้นี้จะมีศาลาให้ชาวบ้านนั่งพักทั้งต้นทางและปลายทาง มอเตอร์ไซด์รับจ้างเลยใช้เป็นวินรับส่งผู้โดยสารที่นี่ซะเลย อีกทั้งยังมีรูปภาพและโปรแกรมการล่องเรือไปดูเมืองบาดาลให้ดูก่อนตัดสินใจใช้บริการซะด้วย


สะพานมอญ หรือสะพานอุตตมา-นุสรณ์


มาดูมุมตรงกลางสะพานมั่ง


วันนี้โชคดีที่กำลังยืนอยู่บนสะพานแล้วมีแม่ชีแต่งกายสีชมพูในแบบฉบับชาวมอญเดินผ่านมาพอดี เลยเก็บภาพช็อตใกล้ๆไว้ได้


จากสะพานไม้สามารถมองเห็นสะพานปูนที่อยู่ไกลออกไปได้


บ้านเรือนชาวมอญที่ตั้งรกรากอยู่ที่มาแต่นมนาน


หลังจากเดินไปฝั่งชุมชนชาวมอญแล้ว เราสอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับระยะทางไปวัดหลวงพ่ออุตตมะ ชาวบ้านบอกกับเราว่าไกลพอควร ไปทางรถยนต์จะสะดวกกว่า เราจึงเปลี่ยนแผนเดินกลับมาฝั่งอ.สังขละฯอีกครั้ง แล้วหากาแฟร้อนๆทานที่ร้านริมน้ำติดกับสะพานไม้แห่งนี้


กลับมาที่ร้านอาหารของรีสอร์ทอีกครั้งเพื่อทานอาหารเช้าที่ทางนี้รวมไว้ในแพ็คเกจห้องพัก เป็นข้าวต้มหมูร้อนๆกับปาท่องโก๋ และเครื่องดื่มร้อนตามแต่เลือก ผมเลือกทานชาจีนร้อนเพราะสักครู่ได้ทานกาแฟมาแล้ว


9:30 น. เราเช็คเอาท์เพื่อเดินทางต่อไปยังวัดหลวงพ่ออุตตมะ หรือวัดวังก์วิเวการามฝั่งโน้นนั่นเอง

ณ จุดกลางสะพานปูนมองย้อนไปยังฝั่งที่เป็นสะพานไม้


เส้นทางมาวัดเป็นปูนอย่างดี แต่อาจชันบ้างเล็กน้อย สักพักเราก็เลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังเจดีย์พุทธคยาจำลองก่อน


หลังจากทำบุญไหว้พระแล้ว เราก็เดินขึ้นไปยังชั้นบนรอบๆองค์พระเจดีย์ มุมเดียวที่บังคับให้ถ่ายก็คือมุมเงยแหงนไปด้านบนปลายสุดของเจดีย์จำลอง


องค์พุทธคยาจำลองอีกมุมหนึ่ง


สักพักก็ขับต่อไปยังวัดวังก์วิเวการามจริงๆซึ่งอยู่ย้อนออกไปทางเดิม ไม่แน่ใจว่านี่คือวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามหรือที่เรียกว่า หลวงพ่อขาว หรือไม่ เพราะเราเองก็ไม่ได้เดินเข้าไปสำรวจ


ผมชอบก็ตรงที่หน้าต่างแกะสลักเป็นลายไทยน่าจะเกี่ยวกับเรื่องราวชาดกและปิดทองอย่างสวยงาม เสียดายก็แต่กล้องผมซูมมาได้แค่นี้


ก่อนจะขับรถออกไป มีเด็กหญิงชาวมอญคนหนึ่งเข้ามาเชิญชวนให้ไปล่องเรือเพื่อดูเมืองบาดาล ราคาเพียงแค่ 300 บาท แถมยังมีเสื้อชูชีพและเรือมีหลังคาด้วย สรรพคุณมากมายอย่างนี้เราเลยไม่ปฏิเสธ เพราะยังไงเราก็จะไปใช้บริการอยู่แล้ว แถมน้องคนนี้ได้ค่าคอมฯด้วยก็ยิ่งดีไปใหญ่
น้องพาเรามาที่ถนนเล็กๆสุดสายด้วยลำน้ำ พอจอดรถเสร็จก็รอเพื่อลงเรือ สักพักเรือก็เริ่มออกจากฝั่ง


ภาพสะท้อนที่ลำน้ำจากเจดีย์พุทธคยาจำลอง


สิ่งที่เห็นนี้เขาเรียกว่า"ยอ" ใช้สำหรับดักจับปลา เราจะเจอเป็นระยะๆตามลำน้ำแห่งนี้


จุดหมายของเราอยู่เบื้องหน้าแล้วหล่ะ นั่นคือเมืองบาดาลหรือจริงๆแล้วคือโบสถ์และหอระฆังของวัดวังก์วิเวการามอันเดิมที่โดนน้ำท่วมมิดหลังจากสร้างเขื่อนเขาแหลมเสร็จนั่นเอง


พอเรือแล่นเข้าใกล้หอระฆัง คนเรือก็ได้ดับเครื่องเพื่อปล่อยให้เราสามารถถ่ายรูปและชมวิวใกล้ๆได้นานๆ


มุมนี้น่าจะดูดีที่สุดของหอระฆังที่โผล่พ้นน้ำก็แต่เพียงยอดเท่านั้น


ใกล้ๆกันก็จะเป็นโบสถ์ที่ตัวผนังโผล่พ้นน้ำมาได้ไม่กี่เซนติเมตร ส่วนหลังคานั้นได้อันตธานหายไปตั้งนานแล้ว ชาวเรือบอกกับเราว่าหน้าฝนปีก่อนๆจะไม่ได้เห็นผนังโบสถ์โผล่มาขนาดนี้หรอก


อีกด้านหนึ่ง


ไม่นานฝนก็เริ่มตกลงมาแรงขึ้น บรรยากาศโดยรอบมืดไปหมด


เรือพาเราไปดูต้นตาลที่ตั้งตรงอยู่กลางน้ำ ชาวเรือบอกกับเราว่ามันเริ่มตายปีนี้ อาจเป็นเพราะเจอฟ้าผ่าลงมาก็เป็นได้ เพราะลำพังจมน้ำก็ไม่น่าใช่เพราะจมอย่างนี้มาก็หลายปีแล้ว


ต่อจากนั้นเรือลัดเลาะไปตามลำน้ำแล้วไปที่สะพานมอญเป็นที่สุดท้าย เสียดายที่แบตผมหมดซะก่อน เลยไม่ได้เก็บภาพสะพานไม้ขณะที่นั่งอยู่ในเรือ

พอเรือมาส่งเราที่ท่า โปรแกรมต่อไปก็คือ ด่านเจดีย์สามองค์ แต่ก่อนจะไปนั้นเราแวะถ่ายรูปที่วัดสมเด็จ วัดที่อยู่ก่อนถึงตัวอ.สังขละบุรีถ้านับจากเดินทางมาจากอ.ทองผาภูมิ ที่นี่มีองค์พระนอนขนาดใหญ่เหมือนกัน


ผมเลือกมุมถ่ายยังไงก็ไม่สามารถเก็บองค์ท่านได้หมด แถมยังเจอเจ้าถิ่นยืนมองหน้าอีกด้วย


ถัดจากนั้นก็จะเป็นองค์เจดีย์วัดสมเด็จ


สภาพเส้นทางไปด่านเจดีย์สามองค์นั้นชำรุดอยู่ตลอด ถึงขั้นที่ต้องขับแบบหยอดๆเวลาเจอหลุมหรือแอ่งน้ำจากการกัดเซาะของน้ำฝน แต่เส้นทางก็ไม่ได้ชันอะไรเป็นทางในระนาบปกติธรรมดา ระยะทางจากสังขละฯไปด่านเจดีย์ฯประมาณ 20 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที


ประมาณเที่ยงยี่สิบสี่นาที เราก็มาถึงที่ด่านเจดีย์สามองค์ ลงจากรถแล้วมองหน้ากันว่า ทำไมมันเล็กขนาดนี้ ตอนแรกคิดว่าจะยิ่งใหญ่และดูเก่าๆขลังๆเหมือนอย่างที่คยดูในรูปซะอีก ธงชาติที่เห็นนั้นเป็นธงชาติพม่า สามารถขอทำเรื่องผ่านด่านไปเที่ยวได้ แต่เราไม่มีเวลาที่จะไป


มาที่นี่ก็คงหนีไม่พ้นป้าย "สุดแดนตะวันตก" โอ้ว...เราไปกันเกือบครบแล้วนะเนี่ย จะเหลือก็เพียงใต้สุดในสยามมั้งที่ไม่รู้จะได้ไปหรือไม่


พอเดินชมวิวรอบๆเจดีย์สามองค์แล้ว เราหาอะไรทานรองท้องเมื่อยามเที่ยงวันพอดี อาหารมื้อนี้คือก๋วยเตี๋ยวกับกาแฟโบราณร้อนแบบใช้ช้อนคนเอง นี่สิถึงจะได้บรรยากาศเก่าๆแท้จริง
เราเดินทางออกจากด่านเจดีย์ฯก็เกือบบ่ายโมง จุดหมายคือกรุงเทพอย่างเดียว แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะแวะทานส้มตำอีกทีที่น้ำตกเกริงกระเวีย ถึงน้ำตกบ่ายสองโมงได้ พอพักทานส้มตำและไก่ย่างกำลังก็เริ่มฟื้นขึ้นมา ไปสิ้นสุดอีกทีก็สะพานแขวนที่กรุงเทพพอดี ดูเวลาประมาณทุ่มนึง จึงเป็นอันจบทริปสังขละฯ เมื่อยามหน้าฝนครั้งนี้แบบครึ้มๆตลอดทั้งสองวันลงด้วยดี

กิโลเมตรสิ้นสุด : 226,114
เวลาล้อหยุด : 19:18 น.
รวมระยะทาง 850 กม. 

===============
ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชม ดูรูป อ่านเรื่องราว และลงชื่อทักทายกันครับ _/|\_
เจอกันอีกทีเมื่อใจต้องการ...สวัสดีครับ

Original Published on www.pantip.com at [ 29 ส.ค. 49 22:38:56 ] as below link
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2006/08/E4666898/E4666898.html

วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2549

เยือนสังขละฯ ถิ่นเจดีย์สามองค์ เมื่อยามหน้าฝน ตอน 1 วันเดินทางไป (วันแรก)


คุณเคยรู้สึกมั๊ยว่า บางครั้งเราเองก็อยากปล่อยวางกับสิ่งใดๆที่เราต้องประสบพบเจออยู่ตลอดในแต่ละวัน อย่างเช่น การงานที่เราๆทำงานอยู่ไงหล่ะ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น จึงตั้งใจไว้ว่าช่วงหยุดแค่ 2 วันนี้ หาสถานที่ไปผ่อนคลายและสูดกลิ่นไอธรรมชาติอย่างแท้จริงได้แล้วนะ ความตั้งใจนี้มีมาถึง 3 อาทิตย์แล้ว แต่ยังคงเป็นหมันตลอดในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ครั้งนี้จึงได้เวลาเสียทีกับการออกเดินทางไปไหนๆก็ได้ที่รถคู่ใจคันนี้ยังไม่เคยโลดแล่นไปในเขตพื้นที่ประเทศไทย

ใช่แล้ว สังขละบุรี หรือ สังขละฯ ถิ่นชุมชนชาวมอญภาคตะวันตกของประเทศนั่นเอง ผมหาข้อมูลไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว จำได้ว่าเป็นช่วงปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะด้วยเหตุบางประการเลยไม่ได้ไป วันนี้จึงหยิบโปรแกรมดังกล่าวมาปัดฝุ่นอีกครั้งพร้อมเสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนใกล้วันไป เพื่อความทันสมัยของข้อมูลทั้งที่พักและสถานที่ท่องเที่ยว

=====
กิโลเมตรเริ่มต้น : 225,264
เวลาล้อหมุน         : 7:50 น.


ออกเดินทางจากย่านบางนาก็เกือบ 8 โมงเช้าแล้ว ผมเลือกให้ผู้นำทางมืออาชีพอย่าง GPS iQue 3600 ของผมหา route ในการไปเยือนสังขละคราวนี้ให้ เจ้าหล่อนเลือกเส้นทางให้ผมแถมบอกเวลาที่จะถึงล่วงหน้า นั่นคือเที่ยงวันกว่าๆ ผมเลยขับไปตามเส้นทางที่ผ่านสะพานกรุงธนหรือที่แต่ก่อนเรียกันติดปากว่าสะพานซังฮี้ น่าจะเรียกว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ผมขับผ่านสะพานนี้ไปอีกฝั่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครหรือฝั่งธนฯนั่นเอง


9 โมงกว่าๆก็ได้เวลาหาอาหารรองท้องแถบนครปฐม จึงมาหยุดเอาที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง อาหารพอทานได้ เราเลือกข้าวแกงธรรมดา เสร็จจากนั้นคงหนีไม่พ้นกาแฟสดในร้านเล็กๆร้านนี้
ครั้งแรกอ่านผ่านๆยังนึกว่าเป็นร้าน Intania อยู่เลยนะเนี่ย ต้องกลับมาอ่านอีกครั้งถึงจะรู้ว่าร้าน "Intanin Coffee" ไม่เกี่ยวกับวิศวะแต่อย่างใด :)


การมาทานกาแฟของผมนั้น รสชาดอย่างเดียวไม่เพียงพอ บรรยากาศการตกแต่งร้านที่ดูน่ารักและน่าเอ็นดูก็มีส่วนให้ทานกาแฟมีรสชาดอร่อย กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น
ดูอย่างร้านนี้เป็นต้น มีการตกแต่งข้างใต้โต๊ะนั่งกาแฟเป็นโลกใต้ทะเล โดยมีเปลือกหอยสีสันสวยๆ และลูกสนสามใบ เสียดายเล็กน้อยที่ฝั่งขวามีแสงสะท้อนมาจากกระจก


นั่งรอที่โต๊ะสักครู่ก็ได้เวลาทานเอสเปรสโซเย็นกันแล้ว ที่นี่คลาสสิคมากตรงที่มีขวดแก้วใส่ขนมปังตัวอักษร A-Z ให้ผู้มาทานกาแฟได้ทานคู่กันแบบฟรีๆ ขนมนี้ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆอยู่เนืองๆ
ถ้วยกาแฟสวยๆแบบนี้ที่ไม่เหมือนใคร ยากที่จะรอดมือนักสะสมถ้วยกาแฟสดอย่างผมไปได้


10 โมงก็เริ่มเข้าเขตจังหวัดกาญจนบุรี อากาศยังปกติดีอยู่ ใครที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้ผมแนะนำให้เข้า by pass ถ้าไม่ต้องการแวะตัวเมืองกาญจน์ เพราะเส้นที่ผ่านตัวเมืองนั้นรถติดมากๆ กว่าจะออกมาได้ก็เสียเวลาไปมากทีเดียว
พอรถออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าอ.ทองผาภูมินั้น อากาศก็เริ่มเย็นๆพร้อมกับมีฝนตกลงมาปรอยๆ ระหว่างทางเกือบเกิดอุบัติเหตุเหมือนกันเนื่องจากรถกะบะฝั่งตรงกันข้ามขับขวางถนนออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย ผมต้องเบรคกะทันหันจนเสียงล้อที่ลื่นไปกับถนนดังออกมาจนคนหันกันมามอง แต่ด้วยพระคุ้มครองก็เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะผมเองก็ขับไม่เร็วนัก เนื่องจากถนนลื่น บรรยากาศรอบๆก็เป็นอย่างที่เห็น


เที่ยงสิบเจ็ดนาที เรามาถึงทางแยกทองผาภูมิ-สังขละบุรี ผมตั้งใจไปดูวิวที่เขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลมก่อนแล้วค่อยไปสังขละอีกที
ทางเข้าไปดูสันเขื่อนอยู่ห่างออกไปจากถนนใหญ่ไม่กี่กิโลเมตร ในที่สุดก็มาถึงพร้อมกับสายฝนที่ตกปรอยๆลงมาตลอดเวลา


ทางขึ้นลาดชันพอประมาณขนานไปกับสันเขื่อน ผมขับขึ้นมาจอดรถด้านบนโดยมีรถเราเพียงคันเดียวแต่ก็มีรถกะบะอีกคันขับตามมาจอดด้วยกัน


มองลงไป น้ำในเขื่อนมีสีเขียวเข้ากับสีเขียวของภูเขาที่อยู่รายล้อมได้เป็นอย่างดี


เรามาดูภาพแบบพานอรามาท่ามกลางบรรยากาศฝนตกปรอยๆกันครับ


แวะมาดูอีกฝั่งหนึ่งของสันเขื่อนเขาแหลมกันบ้างครับ ณ จุดนี้เป็นจุดที่ใช้เปิด-ปิดน้ำจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง


อีกมุมหนึ่ง ไกลโพ้นออกไป


มุมมองจากที่สูงลงไปยังปลายน้ำ น้ำสีเขียวอื๋อ


เดินชมวิวเขื่อนวชิราลงกรณได้พอเรียกน้ำฝนแล้ว เราก็ย้อนกลับไปทางเดิมที่เข้ามาเพื่อมุ่งหน้าสู่อ.สังขละบุรีกันต่อ เส้นทางที่ทราบๆกันดีคือ 2 เลนสวนทางกัน แต่ไม่มีไหล่ทาง บวกกับสภาพถนนที่ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วคือเจอน้ำกัดเซาะเป็นบางจุด จึงทำให้ใช้ความเร็วไม่ค่อยจะได้ ยิ่งหน้าฝนอย่างนี้แล้ว การขับรถเส้นทางนี้ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังเข้าไปอีกมากๆ


ระหว่างทางจากอ.ทองผาภูมิไปอ.สังขละบุรีนั้น จะมีน้ำตกอยู่น้ำตกหนึ่งที่เรียกได้ว่าอยู่ใกล้ถนนอย่างที่สุดแล้วก็ว่าได้ น้ำตกที่ว่านั้นคือ น้ำตกเกริงกระเวีย อยู่ห่างจากแยกทองผาภูมิ-สังขละฯประมาณ 35 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ตัวน้ำตกมีอยู่หลายชั้นเตี้ยๆ เป็นแนวกว้าง


ด้วยความที่ฝนตกลงมาตลอดเวลา ทำให้เวลาถ่ายรูปออกมานั้นบางรูปอาจมีรอยน้ำเปื้อนกับฟิลเตอร์ผ่านมาทางเลนส์ซึ่งก็เป็นเรื่องยากในการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยังไงซะน้ำตกเกริงกระเวียก็ยังสวยเหมือนเดิม


บ่าย 2 ยี่สิบ เราก็มาถึงสะพานรันตีซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำรันตี หนึ่งในแม่น้ำ 3 สายที่มาบรรจบกันเป็นสามประสบนั่นเอง
เราออกมาเดินยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยพร้อมกับสูดอากาศบริสุทธิ์ที่กรุงเทพให้เราอย่างนี้ไม่ได้


หันมามองอีกด้านหนึ่งของสะพาน วิวที่เห็นไกลออกไปอย่างกับวิวในเมืองนอกที่มีหิมะตก ยังไงยังงั้นเลย แต่แท้ที่จริงแล้วก็คือไอหมอกที่ลอยเรี่ยๆบนทิวเขานั่นเอง


ชาวบ้านละแวกนี้ส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนเป็นแพอยู่ริมน้ำ อาชีพส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นประมงน้ำจืด โดยจะมีปลาสดๆนำมาขายข้างทางเป็นระยะๆ


สักครู่ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เบนซินเริ่มทำงาน เรามองออกไปเพื่อหาต้นกำเนิดเสียงนั้น แน่นอน มันเป็นเสียงเครื่องยนต์ของเรืองหางยาวของชาวบ้านที่ออกไปหาปลาหรือเดินทางไปนั่นเอง


เรือหางยาวลำเดิมได้แล่นแหวกสายน้ำห่างออกไป แลเห็นคลื่นแผ่กระจายเป็นแนวเส้นตรงน่าแปลกตาเราดีแท้


เจ้า GPS บอกระยะทางที่จะถึงจุดหมายอีกไม่ไกลแล้วหล่ะ ไม่เกิน 15 กม. แต่จากนี้ไปเตรียมพร้อมกับเส้นทางที่ชำรุดเพิ่มขึ้นบวกกับทางที่ชันมากกว่าที่ผ่านๆมาด้วยละกัน
5 กม.สุดท้ายก่อนถึงสังขละเป็นเส้นทางที่ชันที่สุด ป้ายถึงกับเตือนให้ใช้เกียร์ต่ำพร้อมกับบอกระยะทางลงเขายาว 1 กม. ผมเดาว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อย ทางการเลยนำที่กั้นทางที่เป็นคอนกรีตมาวางขั้นกลางระหว่างเส้นทางไปและกลับเลย


เราเลือกที่จะมาพักที่สามประสบรีสอร์ทเนื่องจากอยู่ใกล้สะพานมอญที่สุด และราคาก็ไม่แพงด้วยคือ 600 บาท
มาถึงที่นี่ก็เกือบบ่ายสามโมงเย็นแล้ว แต่ด้วยความที่ฝนตกตลอด ท้องฟ้าเลยออกครึ้มๆไม่มีแสงแดดทั้งวัน แถมเฉอะแฉะไปหมด

=====
ข้อมูลน่าสนใจ : สามประสบ คือ บริเวณที่แม่น้ำทั้ง 3 สายไหลมาบรรจบกัน อันได้แก่ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำรันตี และแม่น้ำบีคลี่



เราเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่พร้อมกับหวังให้บ้านพักยังไม่เต็ม โชคดีที่ยังไม่เต็มจริงๆด้วย หลังนี้แหล่ะที่ใช้นอนพักผ่อนหลังจากขับรถมานานหลายชั่วโมง


ภายในมีแอร์ น้ำอุ่น ทีวี ครบเซ็ท ใช้ได้ทีเดียว
ตอนแรกกะว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอนก่อนแล้วค่อยกลับมาอีกที แต่แผนก็ต้องเปลี่ยนเนื่องจากฝนตกหนักมากขึ้นเลยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่นอนดูทีวีพร้อมกับผลอยหลับไปท่ามกลางเสียงฝนตกพลั่กๆ


ตื่นขึ้นมา 5 โมงจะครึ่งแล้ว ฝนที่ตกก็เริ่มตกเบาลง มองหน้ากันว่าน่าจะออกไปหาอะไรทาน ก็ที่รีสอร์ทนี้แหล่ะ ไม่ต้องไปไหนไกล
ลืมบอกไปว่าที่นี่มีบ้านพักหลากหลายราคามากขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะไปพัก นี่ก็เป็นหลังหนึ่งที่เหมาะกับการมาพักแบบครอบครัวหลายๆคนด้วยกัน


นั่งชมวิวที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ไม่เปียกแถมยังได้เห็นเจดีย์พุทธคยาจำลองที่วัดวังก์วิเวการามที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งห่างออกไปด้วย


วิวสะพานมอญหรือสะพานอุตตมา-นุสรณ์ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยโดยมีความยาวถึง 850 เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา


นั่งรอสักพัก อาหารที่สั่งไว้ก็มาเสริฟ มาที่นี่ก็ต้องทานอาหารที่ทำด้วยปลาเช่น ปลากดผัดฉ่า และยำวุ้นเส้น ส่วนอีกอย่างคือต้มยำกุ้งซึ่งจะตามมาทีหลัง รสชาดบอกแค่เพียงว่าทานได้ ไม่ถึงกับอร่อยมากมายนัก
หลังจากทานอาหารเย็นที่นี่เสร็จ เราก็นำรถออกไปตลาดย่านตัวเมืองสังขละ หาขนมทาน เสร็จแล้วก็กลับมาที่พักดังเดิมเพื่อเตรียมตัวท่องเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้นซึ่งหวังว่าฝนคงจะตกลงมาน้อยลง :( จะได้ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับโปรแกรมที่วางไว้มากนัก

===============
ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชม ดูรูป อ่านเรื่องราว และลงชื่อทักทายกันครับ _/|\_
แล้วไว้รอลุ้นว่าพรุ่งนี้จะสามารถเที่ยวได้หรือไม่ หรือได้แต่นั่งดูทีวีในห้องรอฝนหายตกเพียงอย่างเดียว แล้วติดตามต่อไปครับ

Original Published on www.pantip.com at [ 28 ส.ค. 49 20:11:28 ] as below link
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2006/08/E4663506/E4663506.html