แฟนเพจ ร้านค้าออนไลน์ Athlons Store รบกวนเพื่อนๆช่วยกดไลค์ให้ด้วยครับ

มาช็อป @Lazada กันจร้า

จองตั๋วเครื่องบิน

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

เวียดนาม(ใต้)...โฮจิมินห์-ดาลัด-มุยเน่ ตอน 3 นั่งรถบัส 4 ชม.ครึ่งจากดาลัทไปเที่ยวมุยเน่ เมืองชายทะเลดินแดนแห่งทะเลทรายของเวียดนาม


วันนี้เป็นวันที่ 4 ในเวียดนาม แต่เป็นวันที่ 3 ของทริปเที่ยวของเรา วันนี้เราจะต้องตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคย เพื่อขึ้นรถระหว่างเมืองจากดาลัทไปมุยเน่ โดยรถจะเป็นรถบัสธรรมดาไม่ใช่รถนอนแบบวันที่ขึ้นมาจากโฮจิมินห์แล้ว ว่ากันว่าด้วยระยะทาง 180 กม.ระหว่างดาลัทกับมุยเน่ หรือใช้เวลาเดินทาง 4.5 ชั่วโมง ก็สามารถทำให้เราจากเดิมหนาวต้องใส่เสื้อหนาๆที่ดาลัทพอมาถึงมุยเน่แทบถอดเสื้อผ้าออกไม่ทันเพราะอากาศร้อน อุณหภูมิแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!

วันนี้โปรแกรมเที่ยวที่เราได้จองไว้แล้วล่วงหน้าหลังจากไปถึงมุยเน่ช่วงบ่ายจะเป็นดังนี้ (1/2 day tour Mui Ne คนละ 15 USD)  
ลำธารสีแดง(Fairy Stream) - หมู่บ้านชาวประมง(Fisherman village) - ทะเลทรายขาว(White Sand dune) - ทะเลทรายแดง(Red Sand dune)

จบจากโปรแกรมเที่ยวด้านบนก็ถึงเวลาไปหาอาหารมื้อเย็นทานกัน มาที่มุยเน่เมืองชายทะเลทางใต้ของเวียดนามแล้วไม่ทานอาหารทะเลก็กระไรอยู่ ต้องไปทานให้ได้ ร้านอาหารที่ใครๆแนะนำคือร้าน Lamtong เราจะไปตามโพยดูว่าจะอร่อยสักแค่ไหน

ส่วนวันรุ่งขึ้นก็ต้องออกแต่เช้าเช่นเคย ขึ้นรถบัสใหญ่กลับไซ่ง่อน หรือโฮจิมินห์ หาของฝากที่ตลาดเบนถันแล้วจับแท๊กซี่ไปสนามบินเพื่อบินกลับไทยในช่วงเย็นต่อไป


6 โมงครึ่งก็ต้องเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมทิวลิปเมืองดาลัทกันแล้ว ข้ามฝั่งถนนไปซื้อบั๋นหมี่และซาลาเปาไส้หมูมาทานกับนมดาลัทเพื่อเป็นอาหารเช้าแบบง่ายๆ

อ้อ..ลืมบอกไป น้ำดื่ม 2 ขวดที่อยู่ในห้องเราเอาออกมาแต่ตอนเช็คเอาท์ต้องจ่ายเงินเพิ่ม(ขวดละ 12,000 ดอง) เพราะไม่ฟรี เราเลยคืนไป 1 ขวด เก็บไว้ 1 ขวดเพื่อดื่มกลางทาง


รถบัสขนาดกลางวนไปรับผู้โดยสารคนอื่นก่อนมารับเราทั้งสองที่หน้าโรงแรมซะเกือบเต็มรถกันเลยทีเดียว วนมารับเราก็เกือบ 7 โมงครึ่งแล้ว ทำให้เราได้ที่นั่งแถวหลังสุด ตอนแรกก็รู้สึกไม่ชอบ แต่พอคนที่ขึ้นมาหลังจากเราไปนั่งหน้าใกล้ๆคนขับกันหมด จนไม่มีผู้โดยสารแล้ว แถวหลังที่รองรับที่นั่ง 5 คนก็เลยกลายเป็นที่นอนของผมโดยปริยาย 555

ในรถเกือบครึ่งเป้นนักท่องเที่ยวจากไทยอีกแล้วครับท่าน มาทริปนี้เจอคนไทยให้เบื่อๆกันไปเลย ไม่รู้ทำไมคนไทยมาเที่ยวเวียดนามใต้กันเยอะจัง เปรียบกับเวียดนามเหนือเมื่อปีที่แล้วก็ไม่เยอะเท่านะ


รถวิ่งลงเขาไปเรื่อยๆ จากเดิมที่ไม่เปิดแอร์และกระจกรถก็พอโอเคอยู่เพราะอากาศเย็น แต่พอลงเขาไปสักพัก อากาศในรถก็แทบหายใจกันไม่ออก โชคดีที่ผู้โดยสารที่เป็นคนไทยเปิดกระจกด้านข้างให้ลมโกรกเข้ามา พอจะหายใจคล่องไปได้ ไม่งั้นแย่แน่ๆ ทั้งร้อนทั้งอากาศไม่ระบาย

ด้วยความที่ตื่นเช้าหลายวัน ระหว่างทางเลยทำให้ผมง่วงนอน เบาะที่ว่างเลยเป็นที่เหยียดขาไปในที่สุด
รถวิ่งไป 3 ชั่วโมงแล้วก็หยุดพักให้เข้าห้องน้ำกลางทาง ณ ปั๊มน้ำมันจุดนี้ ถึงไหนแล้วนะเหรอ? ไม่ใช่เรื่องยากในยุค 3G ต่อไปแล้ว ผมใช้มือถือที่ใส่ซิม 3G ที่ซื้อมาจากโฮจิมินห์วันแรกเข้าแผนที่ google map ก็พบว่าอยู่ในเขตเมือง Phan Thiet แล้ว ห่างจากมุยเน่ไม่มากนัก


ถนนที่ใช้สัญจรนั้น(พอดีไม่ได้นั่งหน้า ถ่ายรูปไม่ได้) เป็นถนนแคบๆ 2 เลนสวนกัน บางช่วงก็มีทำทางเหมือนๆกับจะขยายถนนให้กว้างขึ้น ยังไงซะผมว่ายังห่างไกลกับการคมนาคมในไทยเราเยอะครับ ของไทยเราสะดวกกว่าเยอะ ถนนดีกว่าเยอะ แม้จะต่างจังหวัดไกลๆก็ตาม แต่นี่ถนนระหว่างเมืองน่าจะขยายให้กว้างกว่านี้ จะได้ไปมาสะดวกหน่อย แต่ก็คงกำลังเริ่มทำอยู่

ด้านขวามือของถนนถ้ามาจากดาลัทจะขนานกับรางรถไฟที่ใช้เชื่อมต่อ 2 เมืองถึงกัน ถ้ามีเวลาก็น่าจะลองนั่งรถไฟในเวียดนามใต้ดูบ้าง เคยแต่นั่งจากฮานอยไปซาปาอย่างเดียว


แถวนี้ชาวบ้านจะปลูกต้นแก้วมังกรกันเยอะมากๆ เรียกได้ว่าปลูกเยอะทั่วไปเหมือนๆกับปลูกข้าวในเวียดนามเหนือเลย คงเป็นผลไม้เศรษกิจของพื้นที่นี้ เดี๋ยวไว้จะลองหาทานสักหน่อยถ้าเจอร้านขายนะครับ


11 โมงครึ่งรถก็เข้าตัวเมืองใหญ่ๆ สังเกตดูข้อความตามป้ายเป็นเมืองฟานเทียต(Phan Thiet) แล้ว พอออกจากตัวเมืองมาไม่นานก็เริ่มทำความเร็วได้อีกครั้ง ถนนโล่งมาก พอมองออกไปทางขวามือของรถก็เป็นภาพที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงมุยเน่จุดหมายปลายทางของรถคันนี้เต็มที่แล้ว


ในที่สุดเราก็มาถึงสุดสายของรถเที่ยวนี้ จุดจอดรถที่มุยเน่ คนลงหมดคัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยว จะมีผู้ชายที่มาคอยอธิบายว่าจะไปยังไงต่อ ตอนแรกคิดว่าลงตรงนี้แล้วต้องหารถไปเองที่โรงแรม แต่ที่นี่เขามีรถไปส่งต่อนักท่องเที่ยวอีกจนถึงโรงแรมที่พักแต่ละคนเลย เหมือนกับที่ดาลัทอีกแล้วซึ่งดีมากๆเลยครับ เมืองไทยน่าจะเป็นแบบนี้แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก :(

รถที่ไปส่งก็เป็นรถคันเดิมละครับ แต่รถจะไปส่งพวกที่พักอยู่ทางซ้ายมือของจุดจอดรถนี้ก่อน ส่วนของเราโรงแรมอยู่ตรงขวามือไกลออกไป เลยต้องรอรถคันนี้ไปส่งแล้วกลับมารับอีกทีหนึ่ง


ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมที่เราได้จองไว้ แต่กว่าจะมาถึงได้นานมากๆ ซึ่งคนรถแทนที่จะมารับเราแล้วไปส่งที่โรงแรมเลยแต่ดันรับนักท่องเที่ยวระหว่างทางก่อนหลายโรงแรมซึ่งจะไปที่จุดอื่น ทำให้เสียเวลารอแต่ละคนนานพอควร ส่วนจุดที่ช้าอีกจุดหนึ่งคือ โรงแรมที่เราพักคือ Mui Ne 2 เป็นโรงแรมที่ต้องเดินเข้าไปจากถนนใหญ่อีก 300 เมตร! แม่เจ้า แถมรถเข้าไปส่งไม่ได้ด้วย เพราะถนนหรือเรียกให้ถูกว่าซอยจะใกล้กว่า เข้าได้เพียงรถมอเตอร์ไซด์ครับ แล้วคิดสภาพสิครับ ตอนเกือบบ่ายโมงแดดร้อนๆแบบนี้ ลากกระเป๋า 15 กก. แถมยังขึ้นเนินอีกนะครับ เหงื่อนี้ไหลมาตรึมเลย ถ้าใครจะมาพักที่มุยเน่ อย่าเลือกที่นี้โดยเด็ดขาด!!! คนไทยที่เคยไปพักมาก็ดันไม่คอมเม้นท์ที่นี่เรื่องการเดินทางและการใกล้กับทะเลหรือไม่ เราเลยคิดว่าโอเคครับ

ภายในห้องพักทำเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีเตียงแคบๆ และห้องน้ำแบบโอเพ่นอยู่ด้านหลัง ส่วนชั้นบนที่ต้องเดินตามบันไดขึ้นไปเป็นห้องนอน ขึ้นไปก็จะเจอเตียงเลย


มีสระว่ายน้ำเล็กๆมากๆ อยู่ด้านหน้าห้องพัก เราเข้ามาถึงห้องก็เกือบบ่ายโมงแล้ว เหลือเวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็ต้องออกไปด้านนอกเพื่อไปรอรถมารับไปทัวร์ครึ่งวันที่มุยเน่แล้ว


เราถามเจ้าหน้าที่ที่ล๊อบบี้โรงแรมซึ่งไม่สามารถให้ข้อมูลเราได้ว่าเราต้องรอที่นี่หรือเดินออกไปถนนใหญ่เพื่อรอรถมารับกันแน่ เขาบอกไม่รู้จนเราต้องบอกให้โทรไปถามให้หน่อยถึงจะโทรไปถามให้ ซึ่งเรารอที่ล๊อบบี้นี้แหล่ะ แต่พอเลยมา 15 นาทีแล้ว เราเลยเดินออกไปรอแทนเพราะกลัวไม่มา ระหว่างทางก่อนจะถึงถนนใหญ่ก็เจอกับผู้ชายคนขับรถจี๊บซึ่งถามเราว่าใช่คนที่จะไปทัวร์มั้ัย เราก็ตอบไปว่าใช่ ก็เลยเดินกลับไปที่ถนนใหญ่กัน

รถจี๊บสีเหลืองคันนี้แหล่ะที่จะพาเราไปทัวร์ครึ่งวันกัน


ตอนแรกก็ลุ้นกันว่าจะมีใครมาแจมทัวร์กับเราบ้าง เพราะจริงๆแล้วก็น่าจะมี 3-4 คนต่อคันมั้ง แต่ปรากฎว่าไม่มีใครอีกแล้ว มีแค่เรา 2 คนเท่านั้น สบายแฮเลย อิอิ


รถแล่นไปสักพักก็มาจอดที่นี่ ตอนแรกงงๆว่ามาจอดที่นี่ทำไม มันเป็นตลาดขายของนะครับ ยังไปไม่ไกลเท่าไหร่เลย ก็เลยถามว่าต้องลงเหรอ คนขับก็พูดอังกฤษไม่ค่อยจะได้ด้วย งั้นลงก็ลงเดินเล่นดูของสักเล็กน้อย ไม่ถึง 5 นาทีก็ขึ้นรถต่อ บอกว่าไปต่อเลย


รถแล่นไปตามถนนเลียบทะเล สักพักก็มาจอดตรงนี้ คนขับชี้ไปที่ป้ายและทางลงว่าถึงแล้ว Fairy Stream เอ่อ...ป้ายมันดูแปลกๆเนอะ ไม่เป้นทางการเลย และทางลงไปก็ธรรมดาๆยังไงไม่รู้แฮะ ส่วนคนขับก็นั่งหลบแดดอยู่แถวร้านข้างๆแหล่ะ ไม่ได้เดินลงไปด้วย เออ...สบายดีเนอะ ชี้นิ้วอย่างเดียว มันเรียกว่าทัวร์ยังไงเนี่ย ขับรถมาส่งที่อย่างเดียวแล้วให้เดินให้ไปเอง อ้าว..ไปก็ไป ตามกันมาเลยยย


เดินลงมาถึงพื้นดินสีแดงที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ ช่วงแรกแทบงงว่า เฮ้ย...นี่เหรอ ทำไมสกปรกมีเศษขยะด้วยละเนี่ย เหมือนกับที่ทิ้งขยะยังไงไม่รู้นะครับ ลอดใต้สะพานไปตามลำธารเรื่อยๆ


พอมาถึงช่วงนี้ก็จะดูดีกว่าช่วงตอนแรกเยอะเลย เผลอคิดว่าจะโดนหลอกกันซะแล้วววว มีให้เลือกว่าจะเดินตรงน้ำตื้นๆ หรือฝั่งดินทรายด้านขวามือก็ได้ จริงๆเดินโดยใส่รองเท้าแตะปกติก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องถอดรองเท้าแล้วถือแต่อย่างใดเลย ซ้ำยังทำให้มือไม่ว่างอีกเพราะไปถือรองเท้าซะแล้ว


ระหว่างทางก็จะมีเนินทรายแดงด้วย สามารถเดินขึ้นไปได้


ตรงจุดนี้ ถ้าไม่มีใครบอกก็คงต้องเดินตามลำธารผ่านไป แต่พอดีเห็นมาก่อนจากอินเตอร์เน็ตว่าถ้าขึ้นมาด้านบนจะสามารถชมวิวได้แบบไม่เหมือนใครเลย เพราะไม่มีใครเดินขึ้นมาเลยสักคน


เดินขึ้นมาต้องถอดรองเท้าถึงจะเดินขึ้นสะดวกสุดเพราะพื้นเต็มไปด้วยทราย เดินลำบากถ้าใส่รองเท้าอยู่
วิวที่เห็นก็แปลกตาดี สีตัดกันระหว่างดินทรายสีขาวตรงชั้นล่างกับดินทรายสีแดงตรงชั้นบนของภูเขา เหมือนๆกับว่าสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เคยอยู่ใต้ทะเลหรือเปล่าไม่แน่ใจ


ได้เวลาเดินลงมาแล้ว แต่เดินแล้วไม่เห็นจุดหมายปลายทางว่าไกลขนาดไหน เลยเดินกลับดีกว่า


ระหว่างทางที่จะเดินกลับ ลมพัดทรายสีขาวฟุ้งกระจายแรงมากๆ ต้องรีบปิดฝาเลนส์และหันหน้าไปทางอื่นเกือบไม่ทันทีเดียว (ที่เห็นเป็นฟุ้งๆสีขาวๆด้านขวามือนั่นแหล่ะทรายกำลังปลิวอยู่)


ตรงจุดนี้เหมือนเสาดินนาน้อยที่น่าน หรือแพะเมืองผีที่แพร่ในไทยเรามั้ยครับ? ผมว่าเหมือนนะ ภูเขาหินทรายโดนกัดเซาะจนเป็นแบบนี้


เสร็จจาก Fairy Stream ก็ไปต่อที่หมู่บ้านชาวประมงของมุยเน่ครับ จอดเรือหลบลมในอ่าวกันเป็นแถบเลย


เรือประมงนับร้อยๆลำจอดนิ่งเลย


ถ่ายย้อนแสงบ้าง จะเห็นเรือกาละมังลอยอยู่หลายลำเลยครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาใช้ทำอะไร


แล้วก็เดินทางต่อไปที่ทะเลทรายขาวครับ ซึ่งรถออกไปห่างตัวเมืองมุยเน่ไกลมากๆ


บางจุดที่ชายหาดมีคลื่นแรงก้ต้องทำกำแพงปูนแดงขาวกั้นไม่ไม่ให้ลงเล่นน้ำกัน ดูแล้วบริเวณนี้ไม่เหมาะสำหรับเล่นน้ำเลย คลื่นแรงมากๆ และก็ไม่เห็นมีใครลงเล่นน้ำด้วย


ประมาณ 40 นาทีก็พาเรามาถึงทะเลทรายขาว ซึ่งจะมีให้เลือกว่าจะเช่ารถ ATV หรือ จะเดินเท้าเข้าไปข้างใน ซึ่งมาถึงแล้วก็คงต้องเช่ารถนะครับ แม้ว่าค่าเช่าจะแพงเอาการทีเดียว 400,000 ดองต่อ 30 นาทีครับ

ในรูปจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีที่กำลังเตรียมขึ้นรถ ATV กันหลายคนทีเดียว จะว่าไป นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีก็พบเห็นมาเที่ยวต่างประเทศกันเยอะพอดูเลยนะครับ รองๆจากจีนเลย ตอนไปกระบีที่ผ่านมาก็มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีร่วมทริปไปเกาะหลายคนทีเดียว ส่วนใหญ่จะเจอแต่ผู้หญิงนะมากันเป็นกลุ่มๆ 3-5 คน ผู้ชายไม่ค่อยจะเจอ แปลกดี


ถึงคิวเราแล้ว ตอนแรกคิดว่าคันนี้ แต่ดันไม่ใช่ บอกคันนี้แพงกว่าอีก อ้าว...อะไรหว่า มีแพงกว่าอีก อยากได้คันนี้ใหม่เลย แต่ก็ไม่ได้


ได้รถมาครอบครองเสร็จก็ค่อยๆเร่งเครื่องไป เอ๊ะ...ความรู้สึกมันบอกว่าเร่งไม่ค่อยขึ้นอ่ะครับ ขับมาจนถึงข้างในทะเลทราย มองเห็นคนบนเนินทรายเล็กจิ๊ดเดียว


ถ่ายรูปกันซะหน่อย คันที่ได้มาสภาพเก่าๆไม่น่าใช้ เร่งก็เร่งไม่ขึ้น อืดมากๆ


ขอมั่งสักรูป ไม่เคยขับรถ ATV มาก่อน ถ้าเป็นในไทยจะไม่ขับเลย
ที่จับหมวกก็เพราะว่าลมแรงมากๆ กลัวว่าหมวกจะกระเด็นไปไกล หมวกก็ยังใช้หมวกที่ไปเนปาลเมื่อปี 2008 ครับ


เย้ๆๆ.....


ยิงรถ ATV ที่กำลังแล่นผ่านมาซะเลย นี่แหนะ....ปังๆๆๆๆ


ขอกระโดดหน่อยนะค่ะ


แล้วสิ่งที่เป็นสาเหตุว่าทำไมรถมันอืดๆ เร่งไม่ขึ้นก็เผยอาการออกมานั่นคือ พอรถไปติดหล่มทรายที่จุดๆหนึ่ง เร่งยังไงก็เร่งไม่ขึ้น ไม่สามารถเคลื่อนที่ออกไปได้ สักพักก็มีเสียงเหมือนอะไรจะขาด พอลงมาดู นั่นไง...โซ่ขาดคร้าบบบ ว่าแล้วเชียว รถมันเก่าๆอ่ะ เสียเงินฟรีหรือเปล่านะ แต่สักพักก็มีรถจากคนให้เช่าขับผ่านมา เราก็แจ้งว่าโซ่ขาด สุดท้ายได้รถคันนั้นจากคนให้เช่า เลยได้ขับคันใหม่สภาพดีกว่าอีก 5-10 นาที แล้วก็ขับไปคืนครบ 30 นาที


แล้วก็นั่งรถจี๊บกลับเข้าตัวเมืองมุยเน่


ระหว่างทางนั้นมีรถจี๊บอีกคันโบกมือขอความช่วยเหลือ มีนักท่องเที่ยวผู้หญิงในนั้น 2 คน รถเราเข้าไปเที่ยบ ปรากฎว่ารถคันดังกล่าวอะไรสักอย่างเสีย ขับไปต่อไม่ได้ เลยขอให้นักท่องเที่ยวที่มากับเขาขอมานั่งรถเรากลับไปด้วย ถามเราเราก็โอเคครับ ไม่มีปัญหา ตอนแรกที่เราคิดว่าคันนี้จะมีเราเพียง 2 คนกลายเป็นว่า 4 คนแล้ว 555 แปลกดี


คลื่นแรงแบบนี้เหมาะกับการเล่นเซิร์ฟแบบนี้ไงครับ โต้ลมได้ดีทีเดียว แต่น่ากลัวชะมัด


แล้วเราก็มาต่อที่ทะเลทรายแดง รถจอดแล้วเดินขึ้นเนินทรายกันมา ทะเลทรายแดงจะอยู่ติดถนนเลย


ให้ความรู้สึกเหมือนทะเลทรายซาฮาร่าเปล่า?


พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้วนะครับ แต่แดดยังแรงทีเดียว


ทะเลทรายแดงตรงนี้จะมีเด็กชาวเวียดนามเดินถือแผ่นสไลเดอร์คอยถามนักท่องเที่ยวว่าสนใจเล่นหรือเปล่า ตอนที่เราไปไม่ค่อยเห็นใครเล่นนะครับ เด็กเลยมายืนออๆกันบริเวณนี้


ลมแรงทำให้ทรายบริเวรใกล้เคียงปกคลุมเป็นพายุทะเลทรายย่อมๆเลย บรรยากาศมัวๆ แปลกตาไปอีกแบบ


 ลองชมคลิปว่าลมแรงขนาดไหน ทรายนี่ปลิวว่อนเลย


เราคงไม่รอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ณ ทะเลทรายแดง มุยเน่แห่งนี้ เลยลาจากกันด้วยภาพนี้ไป


ระหว่างทางกลับโรงแรม พระอาทิตย์ก็มาง้อให้เราถ่ายภาพเก้บไว้ยามอัสดง สุดท้ายเลยได้ภาพพระอาทิตย์ตกที่ถนนแทน


เข้าที่พักอาบน้ำชำระเศษทรายที่ติดมากับตัวแล้วเดินออกมาหาอะไรทานมื้อเย็นตอนประมาณ 1 ทุ่ม อากาศก้เริ่มเย็นๆสบายกว่าตอนบ่ายที่ผ่านมา


เดินจากโรงแรมมาตามถนนใหญ่ไกลพอควรเลย เจอแท๊กซี่บริเวณนี้จะให้ใช้บริการอยู่หลายคันแต่เราเดินไปเรื่อยๆดีกว่า ในที่สุดก็ถึงร้านอาหาร Lamtong เข้าไปข้างในเลยครับ มีอะไรอร่อยๆทานบ้างเอ่ย


นี่เลยครับ สั่งแบบไม่อั้น ปูนึ่ง 2 ตัวโล ไข่นี่เยอะเลย


กั้งนึ่ง 2 ตัวครึ่งโล จัดไป


แกะเปลือกออกมาแล้ว น่าทานสุดๆ รสชาติก้อร่อยจริงๆ


มีหลายเมนูเลยที่สั่งมา หอยตลับ, ปลาหมึกทอด, หมูย่าง และเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เมื่องมาต่างแดน เบียร์ไซ่ง่อน(แบบปกติไม่ใช่ export เหมือนที่ดื่มในดาลัท) เช็คบิลออกมาแล้ว ทั้งหมด 906,000 ดอง โอ้...เสียเงินเกือบล้าน 555 ซึ่งคุ้มกับรสชาติและความสดของอาหารที่ได้ทานไป ร้านนี้แนะนำครับ


เช้าวันรุ่งขึ้น
เราต้องออกมารอรถบัสที่ถนนใหญ่ก่อนเวลา 8.00 น. จะบอกว่าโรงแรมที่พักห่วยมากขนาดไม่มีเจ้าหน้าที่มาที่ล๊อบบี้ ทำให้เช็คเอาท์ไม่ได้ เพราะหนังสือเดินทางเขาเก็บไว้ ต้องรอเกือบ 10 นาทีก้ยังไม่มา มีแต่คนงานที่ยืนรอเป็นเพื่อน สุดท้ายเจ้าหน้าที่หญิงอีกคนมาแต่เขาก็ช่วยหาหนังสือเดินทางให้เรา จนได้ออกมารอที่นี่ได้

มื้อนี้ไม่มีอาหารเช้าจากโรงแรมเลยไปซื้อบั๋นหมี่ที่รถเข็นฝั่งตรงข้ามมาทาน ก็อร่อยดี ทานเสร็จก็ยืนรอรถต่อไป สักพักก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาอีก 2 คน และสุดท้ายอีก 4 คนที่จุดที่เรายืนรออยู่ เวลาผ่านไป 8 โมงเกือบครึ่งรถก็ยังไม่มา เอาแล้วไง ทำยังไงดีนะ


แล้วก็มีรถมาจอด 1 คัน นักท่องเที่ยวที่ยืนรอทั้งหมดพุ่งไปที่ทางขึ้นรถ แต่มี 4 คนที่ได้ขึ้น ส่วนอีก 4 คนรวมทั้งเรา 2 คนไม่ได้ขึ้นเพราะยังไม่ใช่รถของบริษัทที่ออกตั๋วให้เรา เซ็งอีกรอบ รอไปจนถึง 8.35 น. รถก็มาอีก 1 คัน ปรากฎว่าคันนี้ชื่อเดียวกับ voucher ของเรา ส่วนอีก 2 คนที่รอด้วยกันก็ได้ขึ้นหมด รถที่มารับเป็นรถบัสคันใหญ่กว่าคันที่มาจากดาลัท คนรถให้คนที่ขึ้นมาก่อนเข้าไปนั่งด้านในก่อนจนเต็ม เลือกที่นั่งด้านหน้าไม่ได้ ซึ่งก็ดีนะครับ แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ขึ้นคนแรกๆดันได้นั่งเบาะหลังแบบยาวนี่สิ ใครโดนคงเซ็ง แต่เราได้นั่งเบาะคู่นะ


ระหว่างทางเกือบ 40 นาทีจากจุดที่รถมารับ รถก็มาจอดบริเวณนี้สักพัก เลยเป็นจังหวะดีที่เราจะได้ลองรสชาติแก้วมังกรของเวียดนาม จุดนี้ขายกันเยอะเลย


เราซื้อแบบที่แช่เย็นผ่าครึ่งแล้วแพ็คมาแบบนี้ ราคา 20,000 ดอง ขอดีที่เห็นคือมีช้อนพลาสติกมาให้ตักกินด้วย อย่างกับไอติมเลยแฮะ


รถมาจอดพักอีกครั้งตอน 11 โมงครึ่ง ครั้งนี้พักนานหน่อย 10-15 นาที คงใกล้เวลาเที่ยงแล้วให้คนหาอาหารเที่ยงทานกัน แต่ที่มีทานกันเป็นปกติก็คือคนขับรถและเด็กรถ แล้วก็เดินทางต่อ คราวนี้ก็คงใกล้โฮจิมินห์เข้าไปทุกทีแล้วสิ


รถบัสมาถึงโฮจิมินห์เวลาเที่ยงกว่าๆ เกือบๆ บ่ายโมง รถจอดสุดสายที่ถนน Pham Ngu Lao ใกล้ๆกับออฟฟิศ VietSea เลย เราเลยสะดวกมากๆ เอาสัมภาระไปฝากไว้ที่ VietSea ก่อนแล้วไปหาอะไรทานบริเวณใกล้ๆนี้

ได้มาเข้าร้าน Kim ซึ่งก็อยู่บริเวณใกล้ๆกันแหล่ะครับ เห็นว่าเป็นร้านแนะนำเช่นกัน ผมสั่งข้าวผัดไก่ทอด ได้ไก่สะโพกชิ้นใหญ่ดี รสชาติก็อร่อยครับ


ส่วนแฟนสั่งเปาะเปี๊ยะสดกุ้ง กุ้งตัวโตๆเลย อร่อยเช่นกัน มื้อนี้หมดไป 165,000 ดอง ร้านนี้แนะนำครับ


แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องจากลากันแล้ว เข้าไปเก็บของเตรียมเรียกแท๊กซี่ไปสนามบิน เลยขอถ่ายคู่กับ Ms. Hanh คนที่เราติดต่อทัวร์ในเวียดนามตลอดที่อยู่ 5 วันนี้ (email: info@vietseatourist.com.vn) โดยเราได้แท็กซี่ที่จอดรออยู่ฝั่งตรงข้าม และใช้บริการแบบมิเตอร์ครับ เพราะ Ms. Hanh ติดต่อให้ราคาตายตัว 180,000 ดอง เราเปลี่ยนให้กดมิเตอร์แทนเพราะขามาแค่ 160,000 ดองเอง


 รถผ่านแยกไฟแดงแห่งหนึ่ง เห็นวิหารวัดนี้สวยดีไม่ทราบว่าคือที่ไหน สูงเด่นมาแต่ไกลเลย


มาถึงสนามบินก่อนเวลามาก 15.40 น.ซึ่งก็ดีแล้ว จะได้ไม่เร่งรีบ เช็คอินแบบ self check-in ผ่านมือถือแล้วเหลือแค่เอากระเป๋าไปฝากแค่นั้นเองครับ


ฝากกระเป๋าสัมภาระเสร็จก็มานั่งทานกาแฟสดแบบชิวๆ กาแฟเวียดนามรสชาติเข้มดี ร้านนี้ในสนามบินราคาไม่แพงมาก 

ไฟล์ที่จะบินกลับดอนเมืองคือ FD2795 เวลา 18.00 น. จะบอกว่า ตอนผ่านตม.ขาออกของเวียดนามที่สนามโฮจิมินห์แห่งนี้ซึ่งเข้มงวดมากๆ ผมโดนไม่ให้เอาขาตั้งกล้องเข้าไปแบบ carry on ซึ่งผมก็เถียงแบบขาดใจว่ามันไม่อันตรายอะไรเลย แถมข้อห้ามคุณก็ไม่ได้บอกเลยว่า "ขาตั้งกล้อง" อันตรายห้ามนำขึ้นเครื่องไป ผมบอกว่าไปมาหลายสนามบินแล้วก็ไม่เป็นไร เขาก็ไม่ยอม จนเจ้าหน้าที่ตม.ต้องให้ผมนำขาตั้งกล้องย้อนกลับไปโหลดใต้ท้องเครื่องอีกครั้งซึ่งมันเสียเวลามาก แต่โชคดีที่ผมเข้าเกตครั้งนี้เร็ว เลยทำให้มีเวลาพอย้อนออกไปโหลดที่เคาน์เตอร์แล้วกลับมาใหม่ได้โดยไม่เร่งรีบมากนัก สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ฉะนั้น แนะนำว่า ถ้าใครจะออกจากสนามบินใดๆก็ตามที่เวียดนามแล้วจะถือขาตั้งกล้องขึ้นเครื่องไปด้วย ให้โหลดใต้ท้องเครื่องอย่างเดียวครับ ไม่งั้นตม.จะไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องไปด้วย ซึ่งถ้ามีเวลาก็จะเสียเวลามาโหลดใต้ท้องกันอีก ใครเข้าไปช้าอาจจะเสียขาตั้งกล้องไปเลยนะครับ ระวังจุดนี้ด้วย

สรุปค่าใช้จ่าย
1.ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กทม.(ดอนเมือง)-โฮจิมินห์ + ตั่วซื้อเพิ่มขาไป(เปลี่ยนวันไป)  = 4,920 + (2,922) =  7,842 บาท/2 คน
2.ค่าที่พัก 4 คืน โฮจิมินห์, ดาลัท, มุยเน่ 2 คืน(ไปจริงพักแค่คืนเดียว) = 805.17+770.69+1618.46 = 3,194.32 บาท
3.ค่าทัวร์และค่ารถโดยสารระหว่างเมืองโดยให้ VietSea จัดการให้
  - Bus Saigon - Dalat : 12 usd/person
  - Bus Dalat - Muine : 10 usd/person
  - Bus Muine - Saigon : 6 usd/person
  - Dalat City Tour 1 day : 11 usd/person
  - Muine City Tour 1/2 day : 15 usd/person
  - Cu Chi Tunnels : 5 usd/person
รวม 118 USD/2 คน --> ลดให้เหลือ 116 USD
4.ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ(ต่อ 2 คน)
  -ค่าเข้าอุโมงค์ 180,000 ดอง
  -เคเบิ้ล 100,000 ดอง
  -ค่ารถราง Roller Coaster 90,000 ดอง
  -ค่าเข้าบ้านประหลาด(Crazy House) 80,000 ดอง
  -ค่าเข้าทะเลทรายขาว 20,000 ดอง
5.ค่าเช่ารถ ATV 400,000 ดอง
6.ค่าแท็กซี่
  -จากสนามบินโฮจิมินห์เข้าตัวเมือง = 170,000 ดอง
  -จากตัวเมืองไปสนามบินโฮจิมินห์  = 170,000 ดอง
7.ค่าซิมการ์ด 3G MobiFone = 100,000 ดอง + 50,000 ดอง (Top up) 
8.ค่าอาหารและของฝาก และอื่นๆ = 5,112 บาท
รวมทั้งหมด = 21,860.32 บาท/2 คน หรือ 10,930.16 บาท/คน

ก็ขอจบบันทึกเดินทางไปเวียดนามใต้แต่เพียงเท่านี้ครับ โดยรวมแล้วเราสรุปว่า เที่ยวครั้งนี้ที่เวียดนามใต้สนุกกว่าไปเวียดนามเหนือครับ


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

Booking.com

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น