วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

เวียดนาม(ใต้)...โฮจิมินห์-ดาลัด-มุยเน่ ตอน 1 เที่ยวโฮจิมินห์(ไซ่ง่อน) อดีตเมืองหลวงเก่าของเวียดนามใต้


ย้อนกลับไปต้นเดือนเมษายนปีที่แล้ว(ปี 2556) ผมได้จองตั๋วโปรจากแอร์เอเชียหลังจากได้จองไปฮานอยเพียงไม่ถึงเดือน ซึ่งเห็นว่าราคาไปกลับกรุงโฮจิมินห์นั้น 2 คนเพียงแค่ 4.920 บาท(รวมค่าโหลดกระเป๋า 20 Kg.และค่ารูดบัตรเครดิตแล้ว) ทำให้มีโปรแกรมเดินทางไปเที่ยวเวียดนามอยู่ข้างหน้าถึง 2 ที่ด้วยกันคือเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้

ซึ่งเวียดนามเหนือก็จบทริปไปแล้วในเดือนพฤษภาคม 2556 ปีที่ผ่านมา โดยรวมแล้วยังถือว่าไม่ประทับใจเท่าใดนักเนื่องจากช่วงที่เราไปอากาศร้อนมาก อีกทั้งผมเองก็ไม่สบายด้วย เลยทำให้ทริปเวียดนามใต้ในครั้งนี้ดูจะเป็นอะไรที่แขยงๆ กลัวจะไม่ประทับใจเหมือนเวียดนามเหนือดังที่ผ่านมา ทำให้ช่วงก่อนจะถึงวันเดินทางของทริปนี้ประมาณ 1-2 เดือนยังคิดว่าจะยกเลิกไม่ไปเสียด้วยซ้ำ! แต่พอมานึกๆดูแล้วเสียเงินค่าจองไปแล้ว ยังไงซะก็คงต้องไปแต่วันเดินทางต้องเลื่อนออกไป 1 วันเนื่องจากมีงานที่ต้องสะสางเลยต้องซื้อตั๋วใหม่ในเที่ยวขาไปโฮจิมินห์เพราะคำนวณดูแล้วจะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเปลี่ยนแปลงตั๋วเลขเดิมซะอีก

แต่เรื่องของเรื่องคือผมได้จองที่พักผ่าน Agoda ไปก่อนที่จะเปลี่ยนวันเดินทางซะอีก ทำให้ต้องเสียเวลามาแจ้งเลื่อนวันพักถึง 3 ที่พัก 3 เมืองด้วยกัน สุดท้ายได้ Ms. Hanh ที่ขายทัวร์ของ VietSea ช่วยเรื่องเลื่อนวันเข้าพักที่ไซ่ไง่อนไปได้ ไม่งั้นต้องเสียเงินค่าที่พักเพิ่มอีกแน่เพราะ Agoda ไม่ยอมเลื่อนให้ที่เดียวนอกนั้นอีก 2 ที่เลื่อนได้หมด

โปรแกรมไปเที่ยวเวียดนามใต้นั้น ก็เป็นโปรแกรมท๊อปฮิตของทัวร์ทั่วๆไปในระยะเวลา 4-5 วัน ดังนี้คือ

DAY1 (21 มีนาคม 2557):  BKK – HO CHI MINH
DAY2 (22 มีนาคม 2557): HO CHI MINH – CU CHI 1/2 DAY TRIP – DA LAT
DAY3 (23 มีนาคม 2557): DA LAT – 1 DAY TRIP –DA LAT
DAY4 (24 มีนาคม 2557): DA LAT – MUI NE 1/2 DAY TRIP – MUI NE
DAY5 (25 มีนาคม 2557): MUI NE – HO CHI MINH - BKK 

ก่อนจะลงตัวได้แบบนี้ก้ต้องจัดโปรแกรมแล้วส่งไปสอบถาม Ms. Hanh ซึ่งแกก็ตอบมาอย่างดีพร้อมแนะนำเรื่องอุโมงค์กู๋จี(Cu Chi tunnel) ซึ่งตอนแรกผมจัดไว้ในวันสุดท้ายก่อนบินกลับไทย คิดว่ารถจากมุยเน่จะกลับมาถึงโฮจิมินห์เร็ว(ครั้งต่อไปขอเรียกย่อๆว่า HCM) แต่ผิดคาด รถมาถึงก็ไปไม่ทันแล้ว เลยเอามาไว้ในวันที่สองวันที่ยังอยู่ใน HCM แทน ซึ่งก็ลงตัวเอามากๆ สังเกตดูทริปอื่นๆจะไม่ค่อยมีใครได้ไปอุโมงค์กุจีกันเพราะเรื่องเวลานี่แหล่ะครับที่จัดไม่ลงตัว

เราเลือกเดินทางในตอนค่ำของวันแรกเพราะไม่อยากเสียเวลางานมากนั้น ซึ่งสามารถลางานได้ 1/2 วันบ่ายแล้วก็ค่อยออกเดินทางมาสนามบินดอนเมือง อีกเหตุผลหนึ่งคืออยากมาตั้งหลัก 1 คืนที่ไซ่ง่อนก่อนนะครับ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยออกไปเที่ยวเต็มที่ โดยแพลนเที่ยววันรุ่งขึ้นนั้นจะไปอุโมงค์กู๋จีในช่วงเช้าแล้วกลับมาบ่ายๆ แล้วเดินเที่ยวในตัวเมือง HCM ถ่ายรูปสถานที่สำคัญๆ ทานอาหารเย็นจนเย็นย่ำแล้วมารอรถนอน(Sleeping bus) ตอน 4-5 ทุ่มแถว Pham Ngu Lao เพื่อเดินทางไปเมืองดาลัทต่อไป โดยจะไปถึงเช้ามืดของที่นั่นเลย งั้นเพื่อไม่เสียเวลาขอเริ่มเลยละกันครับ


วันนี้ลางานครึ่งบ่ายแล้วบึ่งรถมาที่บ้านเก็บข้าวเก็บของแล้วเรียกแท็กซี่มาสนามบินดอนเมือง ขนาดลางานมาครึ่งบ่ายแล้วยังไปถึงสนามบินดอนเมืองพอดีๆเลยครับ ไม่ได้ไปถึงเร็วเท่าใดนัก ตรงถนนวิภาวดีก็มีขบวนรถประท้วงอีก เฮ้อ...

มาถึงก็ทำ Self Check-In โดยเอาบาร์โค้ดที่ได้เช็คอินไปแล้วทางเว็บก่อนออกเดินทาง 24 ชม.ไปจ่อที่เครื่องออกตั๋วอัตโนมัติสักครู่ก็ได้บอร์ดดิ้งพาสมา 2 ใบ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องไปต่อคิวแบบปกติเอาสัมภาระไปโหลดอีก ซึ่งเราได้คอมเม้นท์ไปกับทางจนท.แอร์เอเชียว่า "ควรมี 1 แถวเลยสำหรับคนที่เช็คอินมาแล้วด้วยตัวเองเพราะแค่เอาสัมภาระไปฝากโหลดเท่านั้นไม่ต้องดูเอกสารอะไรอีกแล้ว" เหมือนกับ สายการบิน Emirates ที่ทำแบบนี้กับคนที่เช็คอินมาแล้ว มันจะได้เร็วสมชื่อ แต่ที่แอร์เอเชียไม่ทำ สุดท้ายทำมาก็ได้ประโยชน์เฉพาะคนที่ไม่มีสัมภาระเท่านั้น!


เข้ามาเกตด้านล่าง(Bus Gate) ที่เป็นเลขตัวเดียว มีกาแฟให้ทานสมใจครับ แถมใช้ AIS ลดจากราคาปกติอีกนะ เรีกได้ว่าเจ้าประจำ ไฟล์ทที่เราจะขึ้นคือ FD2798 ออกเวลา 19.35 น.


ไฟล์ทนี่รู้สึกว่าจะร้อนและอึดอัดมากครับ คนไทยนั่งข้างๆนี่อธิบายกับเพื่อนว่าจะไปเที่ยวไหนบ้างเป็นฉากๆเลยครับ เครื่องบินใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆเกือบครึ่งก็แล่นลงจอดที่สนามบิน Tan Son Nhat ออกจากสนามบินมาถึงกับอึ้ง มีคนมารอเราเยอะมากเลย อ้าว...เปล่าครับ คนมารอใครนะเยอะมากๆ สังเกตวัยรุ่นจะเยอะ พอเหลือบไปเห็นป้ายที่เขาถือมา อ๋อ...มารอนิชคุณ สงสัยบินมาร้องเพลงใน HCM


เดินออกมาก็หาป้ายที่เขียนว่า Taxi ให้ได้ ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือเมื่อเดินออกจาก Arrival และนี่คือแท็กซี่ที่จะพาเราไปยังย่านถนน Pham Ngu Lao นั่งแท็กซี่เจาะจงใช้ Vinasun นะครับ ไว้ใจได้ เป็นแบบมิเตอร์


ออกจากสนามบินมาก็เข้าย่านถนนที่เจริญเลยครับ ย่านที่ผ่านแสงสีจากอาคารดูตื่นตาตื่นใจกว่าฮานอยเยอะครับ รูปแบบอาคารก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราได้ความรู้สึกว่าโฮจิมินห์น่าอยู่กว่าฮานอย ซึ่งก็ประทับใจตั้งแต่นั่งรถเข้ามาเลย เพราะไปฮานอยมาความรู้สึกมันไม่แบบนี้นะ ที่โฮจิมินห์ทันสมัยกว่าเยอะครับ


รถแท็กซี่หยุดและจอดที่หน้าโรงแรมตามที่เราแจ้งไป เสียค่าแท็กซี่ 170,000 ดอง หรือประมาณ 260 บาท (ใช้เรต 1,000 ดอง = 1.5 บาท) ซึ่งหาข้อมูลมาก็ประมาณนี้ครับ ราคาปกติเลย

เราเดินเข้าไปที่ Graceful Saigon Hotel แต่ทางเจ้าหน้าที่อธิบายว่าที่นี่วันนี้เต็ม แต่มีอีกที่เป็นเครือเดียวกันจะให้อีกคนพาเราไป เป็นที่นี่ครับ Beautiful Saigon Hotel อยู่ห่างกันไม่กี่ช่วงห้องเยื้องๆกัน ก็โอเคครับ รอเช็คอินก่อนจะไปเก็บของแล้วค่อยลงมาด้านล่างอีกที (ที่เวียดนามใต้เวลาเช็คอินที่โรงแรมเขาจะเก็บหนังสือเดินทางเราไว้ครับ บอกตรงๆไม่ชอบเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จริงๆหมดสมัยซะแล้วที่เก็บหนังสือเดินทางคนเข้าพัก) 


ห้องพักอยู่ชั้น 2 ที่นี่มีลิฟท์ด้วยครับ เปิดประตูเข้าไปก็เป็นห้องแบบนี้ ไม่ใหญ่แต่เราก็โอเค ขอแค่สะอาดไม่มีกลิ่นเหม็นก็เยี่ยมแล้ว ที่นี่ผ่านครับ (จองผ่าน Agoda ราคา 805.17 บาท/คืน)


มีตู้เซฟ, รองเท้าแตะ น้ำอุ่น


เก็บของเสร็จก็ต้องลงมาหาออฟฟิศ VietSea เพราะต้องไปจ่ายเงินค่าทัวร์ตามที่ได้คุยทาง email กัน ผู้หญิงด้านซ้ายมือคือ Ms. Hanh คนที่เราคุยติดต่อเรื่องทัวร์ใน 4 วันนี้ แถมยังเป็นคนที่ไปติดต่อเรื่องที่พักของเราคืนแรกที่นี่ให้เลื่อนวันเข้าพักได้อีกด้วย เลยซื้อของฝากมาให้จากเมืองไทย 1 ชิ้นครับ ปล.แอบลดราคาทัวร์ให้ 2 USD ด้วยนะครับจากราคาปกติ 118 USD (เดี๋ยวจะสรุปค่าใช้จ่ายตอนท้ายให้ครับ)

เราออกจากออฟฟิศ VietSea ก็ไปซื้อซิมการ์ดเพื่อใช้งาน 3G กันเลยโดยร้านขายของซึ่งอยู่ข้างๆออฟฟิศนั่นเอง เป็นซิมค่าย MobiFone ครอบคลุมเยอะสุดแล้วในเวียดนาม ราคา 100,000 ดอง มีเน็ต 3G ให้เล่น 1 GB สามารถเติมเงินได้หลายที่ ขั้นต่ำ 50,000 ดอง


ออฟฟิศอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมที่เราพักเท่าใดนัก เดิน 5-8 นาทีก็ถึงครับ ตรงนี้จะเป็นสี่แยกถนน Bui Vien ที่พักของเรา ตัดกับถนน De Tham ที่จะออกไปถนน Pham Ngu Lao เดินเลี้ยวขวามาสัก 5-6 ห้องก็จะเจอกับโรงแรมเราแล้ว


ตอนแรกที่แท็กซี่มาหยุดจอดตรงนี้ตกใจมากก มีอะไรกันคนมาจากไหนเยอะแยะตรงข้างถนน แต่สักพักก็สิ้นสงสัย พวกฝรั่งตรงนี้มานั่งดื่มกินกันนั่นเอง แถบนี้จึงคล้ายๆย่านถนนข้าวสารบ้านเราเป๊ะๆเลย


เอาเงินที่แลกมาเป็นค่าใช้จ่ายตลอดทั้งทริปนี้มานับกันดู โอ้...หลายล้านดองอยู่นะครับ รวยเละเลย(ถ้าเป็นเงินไทยนะ 555)

แล้วก็ได้เวลานอนเอาแรงครับ พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมแต่เช้าตรู่ จะได้ตื่นไวๆ


เช้าวันที่สอง
วันนี้ต้องตื่นเช้าเพราะมีนัดที่ VietSea ตอน 8 โมงเช้าเพื่อมารอรถที่จะไปชมอุโมงค์กู๋จี ได้ข้อมูลจากแฟนว่ามีคนแนะนำร้านอาหารที่ขายข้าวกับกับแบบง่ายๆเลขที่ Com Tam 77 ซึ่งอยู่แถวนี้ครับ ออกจากโรงแรมแล้วเดินไปทางขวามือไม่ไกลก็เจอ มีป้าขายอยู่หน้าร้าน


ผมเลือกทานข้าวหมูทอดกับไข่ดาวและแถมน้ำซุปมาให้ด้วย อาหารมื้อแรกในเวียดนามใต้รสชาติก็ทานได้ครับ ไม่เหมือนตอนไปเวียดนามเหนือที่ฮานอย เฝอเนื้อไม่สุกกลิ่นคาวมากๆทานไม่ลง มื้อนี้ 2 จานหมดไป 87,000 ดอง


ทานอาหารเสร็จก็เดินกลับมาที่หน้าออฟฟิศ VietSea รอรถที่จะมารับ โดยต้องเดินย้อนมาหน่อยเพื่อไปขึ้นรถคันนี้ ไกด์คนนี้พูดภาษาอังกฤษคล่องมากๆ ใครไปทัวร์ครึ่งวันอุโมงค์กู๋จีแนะนำคนนี้เลยนะครับ ชื่อ Alex เล่าเรื่องต่างๆได้ขำมากๆ โดยเฉพาะประวัติคนเวียดนาม และเรื่องโจ๊กเกี่ยวกับประธานาธิบดีเวียดนามและบิลคลินตัน


เหมือนกับไปทัวร์ฮาลองเบย์เป๊ะ ระหว่างทางจะพาเข้าไปศูนย์หัตถกรรมของคนพิการครับ ถือเป็นการพักรถและเดินเลือกซื้อของฝากด้วย ผมว่าต้องชมความฉลาดของคนเวียดนามเขานะ เขาใช้การท่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์กับคนพิการ เพื่อจะได้ให้นักท่องเที่ยวต่างๆ มาซื้อสินค้าที่คนพิการทำกันเยอะๆ ไม่งั้นก็ไม่ค่อยมีแหล่งปล่อยขายสินค้าดังกล่าว เพราะเข้าไม่ถึงคนเยอะๆแบบนี้ มีส่งของทางพัสดุทั่วโลกด้วยนะครับ ซื้อแล้วไม่ต้องขนไปเอง


ศิลปะจากเปลือกไข่ครับ


เดินเข้าไปก็จะมีของที่ระลึกให้เลือกซื้อเยอะเลย ตุ๊กตาชุดอ๋าวหย่าย


10.40 น.ก็มาถึงยังทางเข้าอุโมงค์กู๋จี(Cu Chi tunnel) มีแผนผังแสดงจุดต่างๆที่จะเข้าไปดู


ได้ตั๋วแล้วเดินเข้ามาเลยครับ ตั๋วเข้าอุโมงค์ต้องจ่ายเงินต่างหากจากทัวร์ครึ่งวันครับ ตั๋วราคา 90,000 ดอง/คน


จุกแรกที่ชมก็คือ การสาธิตการหลบซ่อนพวกทหารอเมริกันใต้พื้นดิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่แต่งชุดทหารเวียดกงมาแสดงให้ดูก่อน 1 รอบ


แล้วก็ถึงเวลาที่นักท่องเที่ยวได้ลองมั่ง แอ่น แอน แอ๊น...คนแรกคือแฟนผมเองครับ อาสาลงไปทดสอบดูอุโมงค์กู๋จี ว่าจะอำพรางตัวได้มั้ย อิอิ...จะมุดดำดินแล้วนะ 3....2.....1.....0


มีหลายช็อตเลยทำมาเป็นเฟรมให้ดูกันครับ ตั้งแต่ก่อนลงจากอุโมงค์กู๋จีจนหายไปแล้วขึ้นมาใหม่


หลังจากนั้นไกด์ Alex ก็จะเอากล้องของนักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูปด้านในให้ครับ คนออให้ถ่ายให้เยอะเลย


มาถึงจุดที่มีกับดักที่เผลอหล่นไปก็เจอกับเหล็กแหลมๆทิ่มเอา


Alex แกกำลังสาธิตการเดินหลอกทหารอเมริกันด้วยการเดิน 4 ขาแบบสัตว์จะได้ไม่สงสัยว่าเป็นคน


การแต่งกายของทหารเวียดกงโดยใส่รองเท้าแบบเปิดนิ้วเท้าจะทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับจากรองเท้าเหมือนการใส่รองเท้าบูตของทหารอเมริกัน เพราะกลิ่นเหม็นอับจากรองเท้านี้เองจะทำให้พวกข้าศึกจับได้โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า


รถถังที่ยังเหลืออยู่บริเวณนี้


อีกจุดที่กำลังสาธิตการทำหลุมพรางโดยใต้หลุมจะมีเหล็กแหลมๆหลากหลายแบบเผลอไปเหยียบก็เอาเท้าออกไม่ได้ คล้ายๆกับไซดักปลายังไงยังงั้นเลย


จุดที่มีรูปปั้นชาวบ้านกำลังทำระเบิด มาจุดนี้ Alex ทำเป็นนับถอยหลังว่าจะมีระเบิดทุกคนกลัวปิดหูกันหมด สุดท้ายเจอหลอก 555


และก็มาถึงสนามยิงปืนครับ มีให้เลือกหลายแบบเช่น HK, M16 จ่ายเงินค่ากระสุนกันเอง เราไม่ได้ลองยิง แค่นั่งทานข้าวโพดปิ้งบริเวณนั้นก็พอ


มาจุดที่ต้องลงอุโมงค์ครับ พอดีผมมีปัญหาเรื่องหลังกับกระดูกเลยไม่สะดวกที่จะลงและข้างในแคบด้วยกลัวจะไม่ปลอดภัยสำหรับตัวเองเลยส่งแฟนลงไปซะหน่อย


ข้างในก็เป็นแบบนี้ครับ ใช้กล้องมือถือถ่าย มีหลายเส้นทางทีเดียว บางเส้นทางสามารถไปโผล่กัมพูชาเลยนะครับ อันนี้จริงๆ ยาวมาก เพราะอุโมงค์แบบนี้แหล่ะที่เวียดกงชนะอเมริกันแบบกลับบ้านไม่ถูกกันเลยทีเดียว เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่อย่างกับผี


ขึ้นมาก็ถ่ายรูปกับหุ่นทหารเวียดกงซะหน่อย


ก่อนจะจบโปรแกรมอุโมงค์กู๋จี ก็จะมีมันต้มจิ้มกับพริกกะเกลือให้ทานฟรีกับน้ำชาร้อนครับ เติมได้ตลอด อร่อยดี นั่งอยู่คล้ายๆกับค่ายของทหารจริงๆเลย


ก่อนจะจากลาอุโมงค์กู๋จีไป แวะถ่ายกับรูปปั้นลุงโฮที่เคารพนับถือของชาวเวียดนามกัน


รถแล่นกลับมาที่ HCM อีกครั้ง บ่าย 2 ครึ่งเราก็ขอลงที่  War Remnants Museum และเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงด้านหน้า Reunification Palace หรือ Independence Palace ซึ่งถือเป็น Landmark ของโฮจิมินห์เลยทีเดียว


ไม่ไกลกันนัก เราเดินผ่านสวนสาธารณะที่มีอยู่เยอะมากในโฮจิมินห์ ก็มาเจอด้านข้างของโบสถ์นอร์เทอร์ดาม(Notre Dame Cathedral) 


และเดินวนมาหาด้านหน้า


ก่อนจะได้มุมที่ใครๆก็ต้องมาถ่ายไว้


ร้อนๆแบบนี้ขอแวะเข้าไปภายในโบสถ์ก่อนครับ


ด้านข้างซ้ายมือของโบสถ์เป็นกระจกสีเล่าเรื่องราวของพระเยซู


แล้วก็เดินต่อไปยังไปรษณีย์กลางของโฮจิมินห์กันต่อ อยู่ข้างๆโบสถ์ทางด้านขวามือของโบสถ์เลย(หันหน้าเข้าโบสถ์)


เข้ามาด้านในที่ทำการไปรษณีย์ ข้างในจะเป็นตู้ ATM ไม่ใช่โทรศัพท์สาธารณะเหมือนกับที่เคยแล้ว


สร้างแบบ Neoclassical architectural style ออกแบบและสร้างโดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงชื่อ Gustave Eiffel 



มาชมวิวด้านข้างๆของไปรษณีย์กลางมั่ง


จะบอกว่าด้านหน้าไปรษณีย์นั้นจะมีช่างภาพมาถ่ายรูปสาวเวียดนามกันเป็นปกติเลย ในรูปเป็นสาวเวียดนามในชุดอ๋าวหย่าย


และก็ไม่พลาดเจอคู่บ่าวสาวคู่นี้มาถ่ายพรีเวดดิ้งครับ ขอให้สุขสมหวังครองรักกันนานๆนะครับ


แล้วก็เดินไปหาศาลาประชาคม หรือที่ว่าการเมืองโฮจิมินห์(UBND thành phố)  



อีกมุมที่มีรูปปั้นลุงโฮกับเด็กหญิง ทั้งหมดนี้สามารถเดินถึงกันได้หมดครับ ไม่ต้องเรียกแท็กซี่แต่อย่างใด


เริ่มเย็นแล้ว เราเริ่มมองหาร้านอาหารครับ เดินไปรอบๆหาร้านอาหารอร่อยๆทานกัน ด้านนี้จะมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์จอดโชว์อยู่ น่าจะเป้นส่วนหนึ่งของพิพิทธภัณฑ์โฮจิมินห์นะครับ


เดินผ่านตึกเก่าๆแต่สีเหลืองสดดีจัง ไม่แน่ใจว่าคือที่ไหน


และก็มาเจอร้านนี้ครับ ร้านดังอีกร้านที่คนแนะนำ  Ngon Restaurant เลขที่ 138 ริมถนน Nam Kỳ Khởi Nghĩa



มีอาหารอร่อยๆเยอะ เราเลือกทานอาหารเวียดนามเดิม และยำทะเล มื้อนี้หมดไป 257,000 ดอง


ออกมาจากร้านอาหารก็เริ่มเย็นแล้วครับ เดินไปตามถนนไปโผล่อีกจุดหนึ่ง ชอบ HCM ก็ตรงมีส่วนที่เป็นสีเขียวเยอะมากแม้อยู่กลางใจเมืองครับ


เดินมาเรื่อยๆตามถนน  Đồng Khởi จุดหมาย Opera House แต่ตรงนี่น่าจะเป็นห้าง Vincom Center A ดูหรูและสวยทีเดียว บางครั้งคิดว่ามาเที่ยวที่ยุโรปซะอีก


เดินข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่งมองไปเป็น Hotel Continental Saigon



แล้วด้านขวามือนั้นก็คือ Opera House ในยามค่ำคืน สวยงามมากครับ


จาก Opera House ถ้ากลับหลังหันจะเจอกับเกาะกลางใหญ่ๆแบบนี้ จะเป็นลานกว้างมีสระน้ำและน้ำพุด้วยครับ เดินตรงไปเรื่อยๆจะไปถึงตลาดเบนถัน และไปย่าน Pham Ngu Lao ต่อไป


ด้านขวามือยังคงเป็นอาคารของห้าง Vincom Center A แถวนี้จะเปิดแสงสีของอาคารสวยงามมากครับ ใครมา HCM แนะนำว่าต้องมาแวะที่นี่เพื่อชมความงามของอาคารสถานที่


และเราก็เดินไปทางขวามือ แวะไปถ่ายที่ว่าการเมือง HCM ยามค่ำคืน สวยงามอีกแบบหนึ่งเมื่อเปิดไฟสว่างไสว


เดินเหนื่อยกันแล้ว แต่อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ 30 นิดๆถือว่าโอเคเลย ขอแวะทานไอศครีมร้านนี้ดีกว่า ร้าน Kem Bach Dang มี 2 ร้านอยู่หัวมุมคนละฝั่งซอย


สั่งมาถ้วยเดียวแบ่งกันทาน สนนราคา 85,000 ดอง อร่อยดีครับ


ทานของหวานเสร็จก็เดินต่อมาเรื่อย เดินมาถึงตลาดเบนถัน(ฺBen Thanh) ครั้งนี้ไม่ได้แวะ Pho2000 ร้านเฝอที่บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐเคยมาทานที่นี่


แล้วเราก็ต้องข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งครับ แต่ข้ามยากมากๆ เพราะรถมอเตอร์ไซด์เยอะมากๆ แต่ดูมอเตอร์ไซด์เจ้าถิ่นสิครับ เขาข้ามกันอย่างนี้เลยเห้นแล้วเสียวชมัด ทำได้ไง


ได้เวลาเดินกลับย่าน Pham Ngu Lao กันแล้ว ตรงหัวมุมถนนนี้ไม่นานคงจะมีร้าน Mc Donald ผุดขึ้นมาอีกร้าน ได้ข่าวว่าร้านแรกของเวียดนามประสบความสำเร็จไปอย่างมาก


เดินมาตรงสวนสาธารณะย่านนี้ เห็นชาว HCM เล่นเตะอะไรคล้ายๆตะกร้อนะ แต่ไม่ใช่แปลกดี ลองดูกันครับว่ามันคืออะไร


เราแวะเอาสัมภาระจากที่ฝากไว้ที่โรงแรมตอนเช้ามาไว้ที่ออฟฟิศ VietSea ก่อน แล้วไปฆ่าเวลาด้วยการไปนอนดื่มกาแฟที่ร้าน High Land Coffee ร้านข้างๆออฟฟิศ เพราะเวลาตอนนี้แค่ 2 ทุ่มกว่าๆเอง เหลืออีก 2 ชั่วโมงกว่าถึงจะถึงเวลารถออกไปดาลัท


5 ทุ่มก็ได้เวลารถนอนออกจาก HCM ไปดาลัทกันแล้ว (จองล่วงหน้าผ่าน VietSea คนละ 12 USD)


รถนอนจริงๆนะครับ ไม่ใช่นั่งแล้วปรับเบาะแบบในไทยเรา ขึ้นไปตอนแรกก็งงๆกันหน่อยเพราะไม่เคย มีอยู่ 3 แถว 2 ชั้น เราได้นอนชั้นบนข้างๆกัน ผมได้แถวกลางก็ดีไป มีเข็มขัดรัดตัวกันพลิกหล่นจากเบาะด้วย ประสบการณ์แปลกใหม่ดี ไม่เคยนั่งรถแบบนี้มาก่อน ถือว่าโอเคเลยครับ แล้วเจอกันอีกครั้งตอนหน้าที่ดาลัทครับ ขอตัวไปนอนบนรถนอนก่อนครับ ราตรีสวัสดิ์


เห็นว่าบทความนี้น่าสนใจ รบกวนกดแชร์ด้วยครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น